วัส ติงสมิตร จี้ ป.ป.ช. เผยเหตุผลยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ
นายวัส ติงสมิตร อดีตประธาน กสม. เรียกร้อง ป.ป.ช. เปิดเผยเหตุผลยกคำร้องคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น หลังมีมติสวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยชี้ชัดว่าอำพรางจริง
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร ชี้ว่ามติของ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตัดสินว่ามีความผิดและให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
- เรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเหตุผลฉบับเต็มในการพิจารณาคดี เพื่อสร้างความโปร่งใสและตอบข้อกังขาของสังคม กรณีที่องค์กรตรวจสอบ 2 แห่งใช้หลักฐานชุดเดียวกันแต่มีผลลัพธ์ที่สวนทางกัน
- การใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกันระหว่าง ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระและหลักนิติรัฐของประเทศ
ปมขัดแย้ง: ความจริงที่ตีความต่างกัน
กรณีการตรวจสอบนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมอีกครั้ง เมื่อมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีความเห็นให้ "ยกคำร้อง" ในคดีซุกหุ้นและแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 อย่างสิ้นเชิง โดย ศาลฯ เคยมีมติ 7 ต่อ 1 ชี้ชัดว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการอำพรางหุ้นเพื่อคงสถานะความเป็นเจ้าของ ส่งผลให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษา มองว่านี่ไม่ใช่เพียงความเห็นต่าง แต่คือสัญญาณอันตรายต่อความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ โดยระบุว่า "ความยุติธรรมต้องไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมาย แต่ต้องทำให้สังคมเชื่อมั่นด้วย เมื่อองค์กรตรวจสอบสองแห่งใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกัน แต่ให้ผลลัพธ์คนละทิศทาง สังคมย่อมมีสิทธิกังขาว่าบรรทัดฐานอยู่ที่ใด" การที่ ป.ป.ช. ปัดตกข้อกล่าวหาด้วยเหตุผลว่า "ไม่เพียงพอพิสูจน์เจตนา" จึงถูกมองว่าเป็นการสวนทางกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
รอยร้าวในมาตรฐานดุลพินิจ
บริบทสำคัญของเรื่องนี้ คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานการตรวจสอบไว้สูงมากผ่านการใช้หลัก "Substance over Form" (เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ) โดยไล่เรียงเส้นทางการเงิน (Money Trail) ที่บ่งชี้ถึงการหมุนเงินภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที เพื่อสร้างหลักฐานเท็จในการซื้อขายหุ้น ซึ่งศาลฯ เห็นว่าพฤติการณ์เช่นนี้โกหกไม่ได้และเป็นความผิดชัดเจน ทว่าดุลพินิจของ ป.ป.ช. กลับมีมาตรฐานที่ดูผ่อนปรนกว่ามาก ทำให้เกิดคำถามว่า "นอมินี" กำลังจะกลับมาเป็นเกราะกำบังให้ผู้มีอำนาจอีกครั้งหรือไม่
การใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกันสะท้อนถึงรอยโหว่ของความน่าเชื่อถือ ซึ่งนายวัสตั้งข้อสังเกตว่า "หากการอำพรางในสายตาศาล ไม่เท่ากับความจงใจในสายตา ป.ป.ช. แล้วมาตรฐานการวัดจริยธรรมนักการเมืองของไทยอยู่ที่จุดไหนกันแน่" ความคลุมเครือนี้ทำให้นักวิชาการและภาคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผย "เหตุผลฉบับเต็ม" ว่าใช้เกณฑ์ใดในการพิจารณา เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ
สรุป: ความโปร่งใสคือเดิมพันสุดท้าย
ความโปร่งใสคือทางออกเดียวที่จะกอบกู้ศรัทธาคืนมา ป.ป.ช. ต้องเร่งชี้แจงรายละเอียดคำวินิจฉัย พยานหลักฐานที่มองต่างจากศาลรัฐธรรมนูญ และเหตุผลประกอบดุลพินิจของกรรมการ เพื่อพิสูจน์ว่าองค์กรยังคงเป็นอิสระจากอำนาจการเมืองอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นความยุติธรรมที่ล่าช้าและความคลุมเครือจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทำลายหลักนิติรัฐของไทยไปอย่างถาวร แนวโน้มในอนาคตหากไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบของประเทศ และอาจนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการใช้อำนาจดุลพินิจขององค์กรอิสระให้เข้มงวดและตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อให้ "ความจริง" ไม่ถูกบิดเบือนด้วย "ดุลพินิจ" ที่ขาดคำอธิบาย
ประวัติ
นายวัส ติงสมิตร
อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
(พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563)
ประวัติการศึกษา
- ปี 2518 นิติศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปี 2521 เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
- ปี 2534 Master of Laws (LL.M.) Southern Methodist University (SMU) USA.
- ปี 2551 ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน (กฎหมายมหาชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประสบการณ์
ประวัติการทำงาน
- นิติกร กรมแรงงาน (ก่อนจัดตั้งกระทรวงแรงงาน)
- นิติกร ธนาคารแห่งประเทศไทย
- ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ปากพนัง, นครสวรรค์, ชลบุรี และศาลแขวงพระนครใต้
- ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงขอนแก่น และศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
- ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
- ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3
- ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ ภาค 3
- รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 6
- ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกาทำหน้าที่ staff ของเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมกำกับงานด้านกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม
- ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
- ผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีปกครอง คดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ และคดีเลือกตั้ง
- ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
- ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา สังกัดศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม
- กรรมาธิการวิสามัญในร่าง พรบ. ที่สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นเจ้าของร่าง
- กรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา
- อาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ฯลฯ
- อาจารย์พิเศษบรรยายวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
- งานวิทยากรให้ความรู้ทางกฎหมายในการสัมมนาและทางวิทยุกระจายเสียง


