posttoday

กรณ์จี้รัฐถอดบทเรียนปี51ชี้ค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินจริงแนะคตร.เร่งตรวจสอบ

06 เมษายน 2569

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กจี้รัฐบาลตรวจสอบค่าการกลั่นและภาษีสรรพสามิตที่พุ่งสูงกว่าปี 2551 หวังลดภาระราคาน้ำมันแพงให้ประชาชนโดยด่วน

KEY

POINTS

  • เปรียบเทียบราคาต้นทุน: ปี 2551 น้ำมันดิบแพงกว่าปัจจุบัน 7% แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับถูกกว่าปัจจุบันถึง 19 บาทต่อลิตร
  • โครงสร้างราคาผิดปกติ: ค่าการกลั่นปัจจุบันอยู่ที่ 15.99 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าปี 2551 ที่จัดเก็บเพียง 2.27 บาทต่อลิตร
  • ข้อเสนอแนะถึงรัฐ: จี้ คตร. ตรวจสอบค่าการกลั่นและภาษีสรรพสามิต และขอให้รัฐบาลอย่าหวั่นเกรงคำขู่เรื่องการปิดโรงกลั่นน้ำมัน

วิเคราะห์ส่วนต่างราคาหน้าโรงกลั่นเทียบสถิติปี51

จากการตรวจสอบรายงานสถาบันบริหารกองทุนน้ำมันเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2551 พบข้อสังเกตสำคัญในเชิงเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในอดีตราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 137 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 128 เหรียญสหรัฐ แต่กลับพบว่าราคาหน้าโรงกลั่นในปี 2551 อยู่ที่เพียง 36.65 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันพุ่งสูงถึง 55.67 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าราคาในอดีตถูกกว่าปัจจุบันถึง 19 บาท หรือคิดเป็น 34% ทั้งที่ต้นทุนน้ำมันดิบในขณะนั้นสูงกว่าตอนนี้ราว 7%

เปิดข้อมูลค่าการกลั่นและภาษีเหตุทำน้ำมันแพงพุ่ง

สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปัจจุบันสูงถึง 50.54 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่ราคาอยู่ที่ 42.24 บาทต่อนั้น นายกรณ์ระบุว่ามาจากปัจจัยโครงสร้างราคา 2 ส่วนสำคัญ คือภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจาก 2.40 บาท เป็น 6.92 บาทต่อลิตร และที่สำคัญที่สุดคือ "ค่าการกลั่น" ที่ขยับสูงขึ้นอย่างมหาศาลจาก 2.27 บาทต่อลิตรในปี 2551 มาอยู่ที่ 15.99 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าการอ้างต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้นเพื่อเพิ่มค่าการกลั่นนั้นไม่สมเหตุสมผล

จี้รัฐบาลอย่ากลัวโรงกลั่นหยุดผลิตวอนคตร.เร่งแก้ไข

นายกรณ์ได้ฝากข้อความถึง คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และรัฐบาล ให้เร่งนำข้อมูลเปรียบเทียบนี้ไปพิจารณาเพื่อบริหารจัดการวิกฤตพลังงาน โดยมองว่าความกังวลของรัฐบาลที่กลัวผู้ประกอบการจะหยุดการกลั่นน้ำมันหากเข้าไปควบคุมนั้น เป็นความคิดที่เกินเลยไปมาก พร้อมย้ำว่าราคาพลังงานในปัจจุบันไม่ควรแพงถึงระดับนี้หากบริหารจัดการโครงสร้างภาษีและค่าการกลั่นอย่างเป็นธรรม จึงขอให้รัฐบาลยืนหยัดเพื่อประโยชน์ประชาชนมากกว่ายอมรับแรงกดดันจากกลุ่มทุน

นายกรณ์โพสต์เฟซบุ๊ก (คลิก) 
ถอดบทเรียน 2551 ว่าด้วยการบริหารในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง 
ในการถกเถียงกันเรื่อง ‘ค่าการกลั่น‘ ผมขอนำข้อมูลเสนอเผื่อเป็นประโยชน์ต่อท่านเอกนิติและ คตร. เพราะเห็นสิ่งที่ท่านนายกฯ พูดแล้วเป็นห่วงวิธีคิดของรัฐบาล
คือการที่รัฐบาลกลัวถึงขั้นว่าเขาจะหยุดกลั่นนั้นผมว่าเกินเลยไปมาก
ผมพบรายงานของ ‘สถาบันบริหารกองทุนนํ้ามัน‘ ได้รายงานสถานการณ์วิกฤติพลังงานช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2551  น่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบกับสถานการณ์วันนี้อย่างมาก (เอกสารเต็มใน comment)
ช่วงนั้น (เดือน 7/2551) ราคานํ้ามันพุ่งสูงขึ้น นํ้ามันดิบดูไบราคา USD137/barrel (สูงกว่าวันนี้ ที่มีราคา USD128/barrel)
สาเหตุเพราะช่วงนั้นจีนใช้นํ้ามันมากขึ้น และมีข่าวลือว่าอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน
แต่ราคาหน้าโรงกลั่นช่วงนั้นอยู่ที่เพียง 36.65 (เทียบกับวันนี้ 55.67) บาทต่อลิตร และราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ 42.24 บาท (วันนี้ 50.54 บาท) - ทั้งๆที่ กองทุนนํ้ามันตอนนั้นแทบไม่ต้องทำงาน มีการชดเชยเพียง 1.57 ต่อลิตร ! (วันนี้ชดเชย 14.27 บาท)
ราคานํ้ามันดิบแพงกว่าวันนี้ประมาณ 7%  แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับถูกกว่าวันนี้ถึง 19 บาทต่อลิตร! หรือถูกกว่า 34% 
เพราะอะไรที่นํ้ามันดิบวันนั้นแพงกว่าวันนี้ แต่ราคาทั้งหน้าโรงกลั่น และหน้าปั๊มกลับถูกกว่าวันนี้มาก - โดยไม่ต้องชดเชย?!
คำตอบคือ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาษีสรรพสามิตปี 2551 อยู่ที่เพียง 2.40 บาทต่อลิตร (วันนี้ 6.92 บาท)
และที่สำคัญคือ ’ค่าการกลั่น‘ เมื่อปี 2551 อยู่ที่เพียง 2.27 บาทต่อลิตร ในขณะที่ตอนนี้อยู่ที่ 15.99 บาทต่อลิตร!
วันนี้จะอ้างว่าค่าการกลั่นแพงเพราะต้นทุนนํ้ามันดิบสูงขึ้น มันคนละเรื่องกัน และหลักฐานก็ชัดเจนว่าเมื่อปี 2551 นํ้ามันดิบแพงกว่าวันนี้ แต่ค่าการกลั่นตํ่ากว่ากันมากมาย
ส่วนต้นทุนการกลั่นที่แท้จริง ระหว่างวันนั้นถึงวันนี้ผมเชื่อว่าไม่ได้เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้ คตร. ควรเอาไปพิจารณาครับ 
ด้วยสถานการณ์โลก ที่ราคานํ้ามันต้องแพงขึ้นไม่มีใครเถียง แต่ชัดเจนว่าไม่ควรจะแพงขึ้นถึงขนาดนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเพราะภาษี หรือเพราะค่าการกลั่น
อย่าไปยอมให้เขาขู่ว่าจะปิดโรงกลั่นนะครับ!

 

ข่าวล่าสุด

ค่าฝุ่นPM2.5 "เกินมาตรฐาน" 50 จังหวัดทั่วประเทศ หนักสุดที่ อ.เชียงดาว