posttoday

ครม.อนุทิน2เร่งแก้ของแพงจากวิกฤตพลังงานจี้กรมการค้าภายในรื้อโครงสร้าง

01 เมษายน 2569

ครม.อนุทิน2เผชิญวิกฤตพลังงานยืดเยื้อกระทบค่าครองชีพหนักสั่งกรมการค้าภายในรุกจัดระเบียบตลาดแก้ต้นทุนบิดเบือนหวังดึงศรัทธาประชาชนกลับคืนมาก่อนวิกฤตความเชื่อมั่น

KEY

POINTS

  • วิกฤตพลังงานคือต้นตอ: การนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูงทำให้ราคาพลังงานกลายเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังราคาสินค้าทุกประเภทอย่างรวดเร็ว
  • วิกฤตศรัทธาคือความเสี่ยง: หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ จะนำไปสู่ภาวะไร้อำนาจโดยพฤตินัย ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินในอนาคตเป็นไปได้ยากลำบาก
  • การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง: กรมการค้าภายในต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้จัดระเบียบตลาดที่กล้าจัดการกับอำนาจเหนือตลาดและโครงสร้างกำไรที่ไม่เป็นธรรม เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง

ครม. อนุทิน 2 กับบทพิสูจน์ฝีมือกู้ศรัทธา แก้โจทย์ “ของแพง” ในวิกฤตซ้อนวิกฤต
สภาวะการทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงเริ่มต้นนี้ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่หนักหน่วงกว่ารัฐบาลชุดก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากต้องแบกรับทั้งปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมที่เปราะบาง และผลกระทบใหม่จากวิกฤตพลังงานอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90-92% กำลังตกอยู่ในภาวะจำยอมเมื่อราคาพลังงานตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนเหล่านี้ได้กระจายตัวเข้าสู่ทุกภาคส่วน ตั้งแต่การขนส่ง บรรจุภัณฑ์พลาสติก ภาคการประมง ไปจนถึงภาคเกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยและสารเคมีที่สูงขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารปรุงสำเร็จขยับตัวสูงขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นภาระหนักของภาคครัวเรือนในปัจจุบัน

จุดตัดอันตราย: เมื่อ “ของแพง” กัดกร่อนศรัทธาการบริหาร
ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ตัวเลขในกระเป๋าสตางค์ของประชาชนเท่านั้น แต่กำลังลุกลามกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล หากฝ่ายบริหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลอาจเผชิญกับภาวะ “ไร้อำนาจโดยพฤตินัย” หรือสภาวะที่มีกฎหมายรองรับแต่ขาดความร่วมมือและศรัทธาจากประชาชน ซึ่งถือเป็นจุดตัดที่อันตรายที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดินในยามนี้

การใช้วิธีการแบบเดิม เช่น การขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้า ถูกมองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาที่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ แหล่งข่าวระบุชัดเจนว่าแนวทางที่ยั่งยืนคือการแก้ไขที่ “โครงสร้างตลาด” เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนยังคงสูงและการแข่งขันมีความบิดเบี้ยวจากการกระจุกตัวของอำนาจเหนือตลาด หากรัฐบาลไม่กล้า “รีเซ็ต” วิธีคิดในการจัดการกับต้นทุนที่บิดเบือน ศรัทธาของประชาชนก็จะยิ่งลดน้อยถอยลงในทุกครั้งที่ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น
 

กรมการค้าภายในยุคใหม่: จาก “ผู้เฝ้าราคา” สู่ “ผู้จัดระเบียบตลาด”
ท่ามกลางวิกฤตนี้ กรมการค้าภายในภายใต้การนำของ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ถูกคาดหวังให้ยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้า มาเป็น “ผู้จัดระเบียบตลาด” เชิงรุก โดยต้องเน้นการตรวจสอบโครงสร้างกำไรแทนการตรวจเพียงสต็อกสินค้า และต้องบังคับใช้กติกาอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฮั้วหรือกักตุนสินค้าที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน

"กรมการค้าภายในต้องทำงานเชิงรุก จัดการกับผู้ใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างจริงจัง และกดต้นทุนที่บิดเบือน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการกดราคาปลายทาง"

โดยสรุป ครม. อนุทิน 2 จำเป็นต้องบริหารจัดการวิกฤตด้วยความกล้าหาญและประสิทธิภาพที่จับต้องได้มากกว่าเพียงคำชี้แจง แนวทางแก้ไขในอนาคตคือการทำให้ “ราคานิ่ง ของต้องมี และรัฐต้องเอาจริง” เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการเรียกคืนความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนให้กลับมาอีกครั้ง ก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะลุกลามจนเกินเยียวยา

แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ (คลิก)

 

ข่าวล่าสุด

ไทย–จีนเร่งซัพพลายเชนอุตสาหกรรม ดึงทุนใหม่สู่ไทย ยกระดับฐานการผลิตภูมิภาค