posttoday

ไทย–จีนเร่งซัพพลายเชนอุตสาหกรรม ดึงทุนใหม่สู่ไทย ยกระดับฐานการผลิตภูมิภาค

01 เมษายน 2569

เวทีลงทุนไทย–จีนครั้งที่ 2 เดินหน้าดึงนักลงทุนจีน เสริมแกร่งซัพพลายเชน ยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตอกย้ำไทยฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

การขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและจีนกำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่มีความเข้มข้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ได้มีการจัดงาน “การประชุมสุดยอดวิสาหกิจจีนเพื่อการลงทุนต่างประเทศ และการประชุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย ครั้งที่ 2” ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงานครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เวทีดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มเชื่อมโยงนักลงทุนจีนกับโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศไทย พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Park) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรธุรกิจ และผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาคการผลิต เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการเงิน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางกระแสการกระจายฐานการผลิตของจีนสู่ต่างประเทศ

 

คุณบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ รองประธานและผู้อำนวยการบริหารสหพันธ์หอการค้าไทย–จีนและสมาคมธุรกิจต่าง ๆ

 

สหพันธ์หอการค้าไทย–จีน และเครือข่ายองค์กรธุรกิจไทย–จีนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเวทีนี้ โดยนายบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ รองประธานและผู้อำนวยการบริหาร ได้กล่าวในงานว่า “เวทีนี้มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความต้องการของนักลงทุนจีน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอศักยภาพ ทั้งด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และโอกาสการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการผลิตของจีนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดความต้องการกระจายการลงทุนสู่ต่างประเทศ และประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง”

 

ในมุมของภาคเอกชน สมาคมนักธุรกิจยุคใหม่ไทย-จีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเวทีนี้ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยนายชุน ไพลินดีเลิศ นายกสมาคม กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนชาวจีนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยและจีนได้พบปะและสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน เครือข่ายธุรกิจไทย–จีนยังคงทำหน้าที่เป็นเวทีเชื่อมโยงและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจากทั้งสองประเทศได้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

 

นายชุน ไพลินดีเลิศ นายกสมาคมนักธุรกิจยุคใหม่ไทย-จีน

 

ขณะเดียวกัน ภาคอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคก็มีบทบาทสำคัญในการรองรับการลงทุน โดย สมาคมอสังหาริมทรัพย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ผ่านนายเว่ย หยง ประธานสมาคม ที่ระบุว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมระหว่างไทยและจีน โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม”

 

สาระสำคัญของการประชุมยังเน้นไปที่การบูรณาการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างระบบที่มีความยืดหยุ่น มั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำลังเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

 

โดยภาพรวม งานประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือไทย–จีน แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาค” ที่มีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้ง และระบบนิเวศอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างสองประเทศจึงไม่ใช่เพียงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไปในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

กกร.หั่น GDP ไทยปี 69 ลงเหลือ 1.2–1.6% ผลกระทบจากพลังงานแพง