สสว.เผย GDP SME ปี 68 โตแกร่ง 2.4% ชูดิจิทัลฝ่าพายุเศรษฐกิจ
สสว.เผยดัชนีความเชื่อมั่น SME ก.พ. 69 ยืนเหนือระดับฐาน โชว์ GDP SME ปี 68 โตแกร่ง 2.4% กางแผนเชิงรุกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ชูมาตรการดิจิทัลยกระดับธุรกิจฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ SME ล่าสุด ย้ำแม้ภาพรวม GDP SME ปี 2568 จะขยายตัวได้ดี แต่เริ่มส่งสัญญาณเฝ้าระวังในเดือนเมษายน 2569 จากความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มปะทุ รุดวิเคราะห์ผลกระทบทุกฉากทัศน์ พร้อมบูรณาการแผนช่วยเหลือเชิงรุกร่วมกับรัฐบาล มุ่งประคองสภาพคล่อง ลดต้นทุน และเร่งผลักดัน SME สู่ระบบดิจิทัลเพื่อรักษาเสถียรภาพธุรกิจทั่วประเทศ
ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า จากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 52.3 เมื่อเทียบกับระดับ 52.2 ในเดือนมกราคม ซึ่งยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ขณะที่การคาดการณ์ดัชนี 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 52.8 สาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้กำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจแผ่วลง
จากการวิเคราะห์เชิงลึกรายภาคธุรกิจ พบว่า สถานการณ์รายภาคธุรกิจภาคบริการยังคงมีความเชื่อมั่นสูงสุดที่ระดับ 53.0 ภาคการผลิตอยู่ที่ 50.5 และภาคการค้าอยู่ที่ 53.2 ขณะที่สถานการณ์รายภูมิภาคพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ( 51.8 ) และภาคตะวันออก ( 51.0 )ยังได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ภาคกลาง ( 51.9 ) ภาคเหนือ ( 55.5 ) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ( 53.0 ) ส่วนภาคที่มีความเชื่อมั่นน้อยที่สุดคือ ภาคใต้ ( 49.8 )
สำหรับตัวเลข GDP SME ในปี 2568 ขยายตัวได้ร้อยละ 2.4 ในไตรมาสสุดท้าย คิดเป็นมูลค่า 1.72 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.9 ของ GDP รวมประเทศ โดยแบ่งตามขนาดธุรกิจพบว่า วิสาหกิจรายย่อย (Micro) โต 2.3% ขนาดย่อม (Small) โต 2.5% และขนาดกลาง (Medium) โต 2.2% อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 มีการประเมินว่าหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อัตราการขยายตัวของ GDP SME อาจถูกปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 2.8 เหลือเพียงร้อยละ 1.6 – 2.3 เท่านั้น
สำหรับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะใน 4 ด้านสำคัญ อาทิ
1.วิกฤตต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 130-150 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสิ้นปี จะก่อให้เกิดภาวะ "Cost-push inflation" หรือเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนที่ร้อยละ 2.0-3.0 ซึ่งจะบีบให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภค
2.ภาคการผลิตเปราะบาง (Double Squeeze) คาดว่า GDP ภาคการผลิตจะหดตัวร้อยละ 0.6 จากการถูกบีบทั้งฝั่งต้นทุน (Supply side) และรายได้ที่ลดลง (Demand side) โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ คือ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี อาหาร พลาสติก และแก้วเซรามิก
3.รายได้ท่องเที่ยวหายแสนล้าน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงเหลือ 32.75 ล้านคน จากเป้าหมาย 37 ล้านคน ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปกว่า 109,000 ล้านบาท โดยล่าสุดพบสัญญาณการหดตัวของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง จากราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูง
4.ความเสี่ยงด้านการส่งออก หากสงครามลากยาวจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักและค่าระวางขนส่งที่แพงขึ้น
นอกจากนี้ สสว.ได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือครอบคลุม 3 ระยะ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในระยะเร่งด่วน (ลดต้นทุน/เสริมสภาพคล่อง) การจัดตั้ง War Room SME ทั่วประเทศผ่านศูนย์ OSS เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร สนับสนุน SME Coach ช่วย "Lean ธุรกิจ" ลดใช้พลังงาน จัดหา Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ และประสานกรมสรรพากรเร่งคืนภาษี VAT/CIT ระยะกลาง เพื่อเพิ่มรายได้และขยายโอกาส โดยการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลขยายช่องทางตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลสมัยใหม่เพื่อเพิ่มยอดขาย ส่งเสริมการใช้ Data Analytics ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อเปิดตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดเดิม
ระยะถัดไป สสว. มีแนวคิดในการช่วย SME ในการปรับตัวและยกระดับ โดยการสนับสนุนเงินทุนผ่าน SME Resilience & Transformation Fund เพื่อ Transform ธุรกิจสู่ระบบ Digital เต็มรูปแบบ ส่งเสริมการใช้ระบบ Automation และพลังงานทางเลือกผ่านมาตรการ Co-payment (BDS) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว พลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยกลยุทธ์พื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven)
สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยกลุ่มธุรกิจ SME ที่จะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ ธุรกิจที่พักคุณภาพ (Private Villa/Boutique Hotel) ธุรกิจสุขภาพและความงาม (สปา/คลินิกพรีเมียม) อาหารฮาลาลฟิวชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยที่มีอัตลักษณ์สูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงถึง 80,000 – 100,000 บาทต่อทริป
แม้ความผันผวนของสถานการณ์โลกจะเป็นปัจจัยท้าทาย แต่ความแข็งแกร่งของภาค SME ไทยในปีที่ผ่านมา ผนวกกับการเร่งปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลและมาตรการช่วยเหลือเชิงรุกที่ครอบคลุมทุกมิติ สสว. เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการจะสามารถรักษาเสถียรภาพและก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ โดย สสว. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้อง SME อย่างต่อเนื่อง


