EECO เร่งแผนพัฒนา EEC 5 ปี ดันโครงสร้างพื้นฐาน-รัฐดิจิทัลครบวงจร
EECO เปิด 4 แผนพัฒนา EEC ระยะ 5 ปี มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ดิจิทัล และบริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ รองรับการลงทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- สกพอ. (EECO) กำลังจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ EEC ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) โดยรวบรวมความเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต
- แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร ทั้งด้านคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ และดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพพื้นที่และดึงดูดการลงทุน
- อีกหนึ่งเป้าหมายหลักคือการสร้างระบบบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service) ผ่านรัฐบาลดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนสำหรับนักลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่างต่อเนื่อง โดยจัดประชุมชี้แจงการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571–2575 ครอบคลุม 4 แผนหลัก ได้แก่ แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนา แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาพรวม แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค และแผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศและการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล พร้อมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมบางแสนเฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี โดยมี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 300 คน เพื่อร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อการจัดทำแผนพัฒนาในครั้งนี้
สำหรับสาระสำคัญของแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพของพื้นที่อีอีซี มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรทั้งด้านคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ ดิจิทัล และสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยต่อยอดจากโครงการสำคัญที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงทางอากาศ ทางราง และทางน้ำ การยกระดับระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนนโยบายการพัฒนาแบบ “โครงสร้างพื้นฐานนำการพัฒนา” ที่มุ่งสร้างความพร้อมของพื้นที่ให้สามารถรองรับการลงทุนขนาดใหญ่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service: OSS) ได้ถูกกำหนดให้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยมีเป้าหมายลดขั้นตอนและระยะเวลาในการติดต่อราชการ เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ ผ่านการพัฒนาระบบศูนย์บริการจุดเดียวและระบบดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการขออนุญาต ขอรับสิทธิประโยชน์ และติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ในช่องทางเดียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และการปรับบทบาทภาครัฐจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่ “ผู้อำนวยความสะดวก” ในการดำเนินธุรกิจ
ภายในงานยังมีการนำเสนอความเป็นมา ความก้าวหน้า และกรอบแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาในแต่ละด้าน พร้อมทั้งเป้าหมายและตัวชี้วัดเบื้องต้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวาง เพื่อนำไปปรับปรุงแผนให้มีความครอบคลุม เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการประชุมจะถูกนำไปใช้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับประเทศและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในทุกมิติ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและการมีส่วนร่วมจากประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว


