นายกฯอนุทินเผชิญวิกฤตศรัทธาปมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน-ข้อครหาถอนทุนการเมือง
นายกฯอนุทิน ถูกวิจารณ์หนักปมปล่อยไอ้โม่งกักตุนกำไรน้ำมันท่ามกลางวิกฤตพลังงานจนถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและการเอื้อประโยชน์เครือข่ายการเมือง
KEY
POINTS
- วิกฤตศรัทธาจากเงื่อนงำไอ้โม่ง: รัฐบาลถูกวิจารณ์เรื่องความล้มเหลวในการตรวจสอบกลุ่มทุนที่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรส่วนต่าง ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
- ข้อสงสัยเรื่องการเมืองเอื้อทุน: มีการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายค้านและสังคมว่า สถานการณ์ปัจจุบันอาจเกี่ยวข้องกับการถอนทุนทางการเมืองเพื่อชดเชยทรัพยากรที่ใช้ไปในช่วงเลือกตั้ง
- แรงกดดันรอบด้านและทางออก: นายอนุทินต้องเผชิญทั้งเรตติ้งที่ตกต่ำและคดีความค้างคา จนนำไปสู่การเปลี่ยนมือกฎหมายเพื่อประคองสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว
วิกฤตพลังงานและเงื่อนงำ "ไอ้โม่ง" เก็งกำไรส่วนต่าง
สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงและภาวะขาดแคลนหน้าปั๊มช่วงที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญด้านการบริหารของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่กำกับดูแล
ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่อง "ไอ้โม่ง" หรือกลุ่มทุนรายใหญ่ที่ฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาหน้าคลังกับราคาขายปลีก
แม้ภาครัฐจะยืนยันว่ามีการกวดขันตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่สามารถระบุตัวตนผู้กระทำผิดได้ชัดเจน จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ากลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าวอาจไหวตัวทันหรือมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ
บริบทความขัดแย้งนี้รุนแรงขึ้นเมื่อช่องว่างราคาระหว่าง "ราคาที่จ๊อบเบอร์รับจากคลัง" และ "ราคาหน้าปั๊ม" กลายเป็นช่องโหว่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ แหล่งข่าวในวงการพลังงานระบุว่า "มีการตั้งข้อสังเกตถึงกลุ่มผู้มีศักยภาพในการกักตุนปริมาณมาก ซึ่งไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกลุ่มขาใหญ่ที่ใช้จังหวะวิกฤตสร้างกำไรบนความเดือดร้อนของสังคม" ความล้มเหลวในการหาตัวผู้บงการทำให้ภาพลักษณ์การกำกับดูแลของรัฐบาลสีน้ำเงินสั่นคลอนอย่างหนักในสายตาประชาชน
ข้อครหา "ถอนทุน" และคำปราศรัยที่ย้อนกลับมาหลอน
แรงกดดันทางการเมืองพุ่งเป้าไปที่ความโปร่งใสของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะประเด็น "การถอนทุนทางการเมือง" ซึ่งฝ่ายค้านอย่าง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าสภาวะน้ำมันแพงและการบริหารจัดการที่คลุมเครือ อาจเป็นความพยายามในการระดมทรัพยากรคืนทุนให้แก่เครือข่ายการเมือง หลังจากที่ผ่านการเลือกตั้งซึ่งมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ประเด็นนี้กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้สังคมย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงคำปราศรัยในอดีตของนายอนุทินที่เคยระบุว่าตนเอง "รวยไม่ไหวแล้ว"
"คำกล่าวที่ว่ารวยไม่ไหวแล้ว กำลังถูกนำมาล้อเลียนและตั้งคำถามว่า ความมั่งคั่งนั้นเกิดขึ้นกับใคร ในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ" เป็นมุมมองที่สะท้อนจากฝ่ายค้านและภาคประชาชน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความศรัทธาในเชิงนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดัน เนื่องจากการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติถูกมองว่าเอนเอียงไปทางกลุ่มทุนเครือข่ายมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
มรสุมกฎหมายและทางออกในการรักษาอำนาจ
นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลภายใต้เครือข่ายสีน้ำเงินยังเผชิญกับ "ชนักติดหลัง" จากคดีความสำคัญหลายกรณี ทั้งคดีที่ดินเขากระโดง การตรวจสอบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และความไม่โปร่งใสของระบบบัตรเลือกตั้งแบบบาร์โค้ด ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เรตติ้งความนิยมของนายอนุทินดิ่งต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ด้วยการเปลี่ยนตัวมือกฎหมาย โดยดึง นายปกรณ์ นิลพันธ์ ซึ่งคาดหมายว่าจะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายแทน
การขยับตัวทางอำนาจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามเฟ้นหาผู้ที่สามารถประคองรัฐบาลให้ฝ่าวงล้อมวิกฤตกฎหมายและนำพาสถานการณ์ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา "ไอ้โม่ง" ในวิกฤตพลังงานและตอบคำถามเรื่องความโปร่งใสได้อย่างชัดเจน มาตรการทางกฎหมายหรือการปรับตัวใดๆ ก็อาจไม่เพียงพอที่จะกู้คืนวิกฤตศรัทธาจากประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักในขณะนี้.


