ดร.ณัฏฐ์สวนสมชัยเมาหมัดปมบัตรเลือกตั้งชี้หลักฐานมิชอบศาลสั่งตัดทิ้งได้
ดร.ณัฏฐ์นักกฎหมายมหาชนโต้สมชัยปมพยานหลักฐานบัตรเลือกตั้งชี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตัดพยานที่ได้มามิชอบพร้อมท้าดีเบตหยุดสร้างกระแสป่วนสังคม
KEY
POINTS
- ดร.ณัฏฐ์ ชี้แจงข้อกฎหมายโต้นายสมชัย กรณีการยื่นพยานหลักฐานคดีบัตรเลือกตั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยันศาลมีอำนาจตัดพยานที่ได้มาโดยมิชอบ
- วิเคราะห์หลักฐาน 3 ส่วนของฝ่ายนายสมชัยว่ามีน้ำหนักน้อยและอาจเป็นพยานที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย ไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงของ กกต. ในชั้นศาลได้
- เรียกร้องสังคม ให้รอฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพื่อความสงบของบ้านเมือง พร้อมท้านายสมชัยดีเบตทุกเวทีแทนการโพสต์ปั่นกระแสรายวัน
ชี้กระบวนการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญยึดพยานที่ชอบธรรม
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ "ดร.ณัฏฐ์" นักกฎหมายมหาชน ออกโรงชี้แจงข้อกฎหมายกรณี นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เตรียมยื่นพยานเอกสารต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญในคดีบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่ากระบวนการยื่นบัญชีพยานภายใน 15 วัน เป็นไปตาม พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54 เพื่อป้องกันการจู่โจมทางคดีและให้คู่ความทราบล่วงหน้า
ดร.ณัฏฐ์ วิจารณ์พฤติกรรมของนายสมชัยว่าเป็นการทำ "อีเวนต์รายวัน" และโพสต์ข้อความในลักษณะชี้นำศาล ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลได้ เนื่องจากคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา การนำหลักฐานมาเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนยื่นต่อศาลถือเป็นเทคนิคล่อเป้าเพื่อหวังผลทางคดีอาญาที่ตนเองถูกกล่าวหา ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและไม่เข้าใจในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องตามหลักการสากล
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า พยานหลักฐานที่นายสมชัยอ้างถึงส่วนใหญ่ขาดน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานราชการหรือผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง การพยายามสร้างกระแสผ่านสื่อโซเชียลจึงเป็นเพียงความพยายามในการต่อสู้คดีนอกศาลเพื่อสร้างความได้เปรียบทางจิตวิทยาแก่ฝ่ายตนเองเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในสำนวนคดีที่ศาลกำลังพิจารณาอยู่
วิเคราะห์พยาน 3 ส่วนหลักที่มีน้ำหนักน้อยหักล้างยาก
สำหรับการวิเคราะห์พยานหลักฐาน 3 ส่วนที่นายสมชัยจะนำเสนอนั้น ดร.ณัฏฐ์ มองว่าเป็นเพียง "ละครลิง" โดยส่วนแรกที่เป็นภาพแอบถ่ายใบหน้าผู้ใช้สิทธิและซูมบาร์โค้ดในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่สองคือการจำลองการเลือกตั้งของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ซึ่งเป็นเพียงการศึกษาเชิงทฤษฎีที่ไม่มีกฎหมายรองรับ จึงไม่สามารถนำมาหักล้างข้อเท็จจริงทางกฎหมายได้
ในส่วนที่สามคือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ดร.ณัฏฐ์ ตั้งคำถามถึงการขึ้นทะเบียนต่อกระทรวงยุติธรรมและความเป็นกลางของข้อมูล เนื่องจากผลนิติวิทยาศาสตร์ที่จะชนะคดีได้ต้องพิสูจน์จากบัตรเลือกตั้งจริง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลรักษาความปลอดภัยของ กกต. อย่างเข้มงวดตามกฎหมายเลือกตั้ง สส. เพื่อรักษาความลับในการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85
ดังนั้น โอกาสที่จะนำหลักฐานเหล่านี้ไปหักล้างฝ่าย กกต. จึงมีน้อยมาก โดยเฉพาะในคดีอาญาตาม ป.วิอาญา มาตรา 226/1 และคดีรัฐธรรมนูญตามมาตรา 58 วรรคสอง ที่ให้อำนาจศาลสั่งงดสืบพยานหรือตัดพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบ พยานที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือพยานฟุ่มเฟือยที่จะทำให้คดีล่าช้าออกไปโดยไม่มีเหตุอันควรเพื่อรักษาประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาคดี
ท้าดีเบตหยุดปั่นกระแสพร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยศาล
ดร.ณัฏฐ์ ยังได้ฝากถึงนายสมชัยว่าหากมีความมั่นใจในข้อมูลควรตอบรับคำท้าดีเบตในทุกเวที แทนการโพสต์ข้อความที่ไม่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งรับคำร้องและยังไม่ได้เริ่มนัดตรวจพยานหลักฐาน การที่บุคคลภายนอกอ้างว่าเห็นข้อมูลคัดค้านของคู่ความจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และเป็นการ "ตีปลาหน้าไซ" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแบบผิดๆ ให้กับกลุ่มสนับสนุนตนเอง
สุดท้ายขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยและขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยปัญหาข้อพิพาทเรื่องรหัสพิเศษ บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะได้รับข้อยุติที่ชัดเจนผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสสังคมหรือการปั่นป่วนรายวันจากฝ่ายที่อาจจะเข้าข่ายเป็นผู้แพ้แล้วชวนตี
ทั้งนี้ การพิสูจน์ความจริงต้องทำในชั้นศาลด้วยพยานหลักฐานที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดีความมั่นคงและการเลือกตั้งของประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมายมหาชนและรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน.


