กกพ.ย้ำไฟฟ้าไทยยังมั่นคง แม้ LNG ราคาพุ่งจากสงครามอิหร่าน
กกพ.ชี้ก๊าซ LNG ราคาแพงขึ้นจากสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่าน แต่ไทยยังมีเชื้อเพลิงพอ ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง เร่งบริหารต้นทุนลดผลกระทบค่าไฟ
รัฐบาลโดยศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงความคืบหน้าด้านพลังงาน ยืนยันระบบไฟฟ้าไทยยังมีความมั่นคง แม้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2569 ยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 56 รองลงมาคือถ่านหินร้อยละ 21 พลังน้ำร้อยละ 12 และพลังงานหมุนเวียนอีกร้อยละ 10
สำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทยนั้น มาจากอ่าวไทยประมาณร้อยละ 50 เมียนมาผ่านท่อก๊าซร้อยละ 10 และ LNG ร้อยละ 40 สะท้อนให้เห็นว่า LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้า
กกพ. ได้กำกับดูแลการจัดหา LNG อย่างใกล้ชิด ผ่านทั้งสัญญาระยะยาว (Term LNG) สัดส่วนร้อยละ 70 และการจัดซื้อแบบรายเที่ยว (Spot LNG) ร้อยละ 30 เพื่อให้ระบบมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการอุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการใช้
ในช่วงสถานการณ์วิกฤต กกพ. ได้ปรับแผนจัดหา LNG ล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มแผนนำเข้า Spot LNG ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จำนวน 3 ลำเรือ ปัจจุบันสามารถจัดหาได้แล้ว 2 ลำสำหรับเดือนเมษายน ขณะที่อีก 1 ลำยังไม่จำเป็นต้องใช้ในขณะนี้ เนื่องจากปริมาณสำรอง LNG ของประเทศยังอยู่ในระดับสูงเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบสำคัญอยู่ที่ “ต้นทุน” มากกว่าปริมาณ หลังราคาก๊าซ LNG ในตลาด Spot ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า ภายหลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม
แม้ไทยจะนำเข้า LNG จากกาตาร์ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 6 ของก๊าซทั้งระบบ แต่ยังสามารถกระจายแหล่งนำเข้าไปยังประเทศอื่น อาทิ ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกา จึงไม่เกิดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนเชื้อเพลิง
ในด้านการบริหารระบบไฟฟ้า ประเทศไทยได้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพิ่มการใช้พลังน้ำ และเร่งใช้ก๊าซจากอ่าวไทยมากขึ้น ส่งผลให้สามารถลดการนำเข้า LNG ลงได้ในระดับหนึ่ง โดยในเดือนมีนาคมสามารถลดการนำเข้าได้เทียบเท่าประมาณร้อยละ 70 ของ LNG 1 ลำเรือ และเพิ่มการใช้ก๊าซในประเทศได้อีกร้อยละ 50 ของ 1 ลำเรือ
ทั้งนี้ ยืนยันว่าความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทยสามารถรองรับความผันผวนของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ


