posttoday

จับตาสายสีน้ำเงินแทรกกระบวนการยุติธรรมฟอกขาวคดีฮั้วสว.-ที่ดินเขากระโดง

23 มีนาคม 2569

สังคมกังขา กกต. และหน่วยงานรัฐเร่งปิดคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. พร้อมเบรกฟ้องที่ดินเขากระโดง เอื้อแกนนำพรรคภูมิใจไทยผ่านกลไกอำนาจ สว. สายสีน้ำเงินในองค์กรอิสระ

KEY

POINTS

  • การฟอกขาวทางการเมือง: มีข้อกังขาเรื่องการเร่งปิดคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. และการปฏิเสธหลักฐานจาก DSI เพื่อเอื้อให้แกนนำพรรคภูมิใจไทยเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างราบรื่น
  • ความย้อนแย้งของหน่วยงานรัฐ: กรณีที่ดินเขากระโดงสะท้อนท่าทีที่เปลี่ยนไปของ รฟท. และ DSI รวมถึงการตั้งคณะกรรมการใหม่ของกรมที่ดินที่อาจขัดแย้งกับคำวินิจฉัยเดิมของศาล
  • การยึดกุมอำนาจผ่าน สว.: การขยายอิทธิพลของ สว. สายสีน้ำเงินในการโหวตเลือกบุคคลลงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถูกมองว่าเป็นกลไกสร้างเกราะคุ้มกันทางกฎหมายให้ฝ่ายการเมือง

เจาะปมกังขา "สายสีน้ำเงิน" รุกคืบกระบวนการยุติธรรม ฟอกขาวคดี สว.-เขากระโดง

ท่าทีของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่อคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนักถึงความโปร่งใสและการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งพบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในหลายคดีที่อาจส่งผลต่อคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ปมพิรุธ "ฮั้ว สว." และการเร่งปิดสำนวนคดี

กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นทันทีเมื่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองของ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ว่าข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง สว. "ไม่มีมูล" ทั้งที่มีผู้ถูกออกหมายเรียกถึง 162 คน รวมถึงเครือข่ายหัวคะแนนและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น กกต. ยังมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับเอกสารหลักฐานสำคัญจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าประกอบสำนวน ทำให้ถูกมองว่าเป็นการ "เร่งรีบปิดคดี" เพื่อฟอกขาวให้แกนนำพรรคก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีโดยไร้มลทินด้านจริยธรรมในภายหลัง

กรณีที่ดินเขากระโดง: เมื่อกลไกรัฐถอยร่น

ในส่วนของที่ดินเขากระโดงกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักแกนนำพรรคและศาสนสถานทางการกีฬา พบว่าหน่วยงานรัฐหลักอย่าง DSI ได้ประกาศยุติการสอบสวนกรณีการออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กลับสั่งชะลอการฟ้องร้องผู้ถือครองที่ดินรายแปลง แม้ศาลฎีกาและศาลปกครองจะเคยมีคำวินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ แต่การที่กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ถูกมองว่าเป็นการประวิงเวลาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ครอบครองปัจจุบัน

การแผ่อิทธิพล "สายสีน้ำเงิน" ในองค์กรอิสระ

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการขยายอิทธิพลของ "สว. สายสีน้ำเงิน" เข้าสู่การแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ โดยพบว่าภายในเวลาเพียงปีครึ่ง สว. กลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการลงมติเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญไปแล้วถึง 15 ราย ทั้งใน ปปช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุด แหล่งข่าวระบุว่า "หากแคนดิเดตคนใดไม่เป็นที่ยอมรับของสายสีน้ำเงิน จะถูกโหวตตกด้วยคะแนนเกาะกลุ่มชัดเจนประมาณ 130-140 เสียง" ซึ่งสะท้อนถึงการควบคุมอำนาจเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันทางกฎหมายให้ฝ่ายการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ

บทสรุปและมุมมองอนาคต

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งการชะลอคดีและการมติที่เอื้อประโยชน์ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อ "มาตรฐานความยุติธรรม" ของประเทศ หากองค์กรอิสระถูกแทรกแซงจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุนต่างชาติในระยะยาว แนวทางแก้ไขที่จำเป็นคือการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของวุฒิสภาในการแต่งตั้งองค์กรอิสระให้มีความโปร่งใสมากกว่าปัจจุบัน เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา

 

ข่าวล่าสุด

โสภณจี้แก้กม.พลังงานโละโครงสร้างบอร์ดนโยบายสัดส่วนการเมืองกันโกงกิน