ครม.เคาะแผนรับมือตะวันออกกลางคุมราคาสินค้าเพิ่มสำรองน้ำมัน
ศูนย์บริหารสถานการณ์ตะวันออกกลางแถลงมาตรการรับมือสงครามด้วยการตรึงราคาพลังงานควบคุมราคาสินค้าและอพยพแรงงานไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
KEY
POINTS
- มาตรการพลังงาน: รัฐบาลเพิ่มสำรองน้ำมันเป็น 3% พร้อมตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG) ถึง พ.ค. 69 และเตรียมเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้า ครม. เพื่อความมั่นคงของชาติ
- การคุมราคาสินค้า: สั่งตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ห้ามกักตุนสินค้าโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนมีโทษหนักจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับ 1.4 แสนบาท เพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชน
- การดูแลแรงงาน: เร่งอพยพคนไทยออกจากพื้นที่สู้รบอย่างปลอดภัย พร้อมจ่ายเงินสงเคราะห์สูงสุด 40,000 บาท และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลด้านการลงทะเบียนหางานหรือฝึกอาชีพใหม่ทันทีที่ถึงไทย
เร่งตรึงราคาพลังงานเพิ่มสำรองน้ำมันรับวิกฤตโลก
สรุปมาตรการรัฐบาล หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มีนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานภายใต้ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าพลังงานในประเทศจะยังคงมีเพียงพอ โดยมาตรการหลักคือการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเชิงยุทธศาสตร์จากเดิม 1% เป็น 3%
พร้อมทั้งยืนยันการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูแลราคาเบนซิน และตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการขยายระยะเวลาการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
ในส่วนของการสร้างความมั่นคงในระยะยาว รัฐบาลมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและเร่งจัดหาแหล่งก๊าซรวมถึงพลังงานเพิ่มเติม เพื่อให้การผลิตกระแสไฟฟ้าภายในประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ติดขัด ทั้งนี้จะมีการนำเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันให้ช่วยตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้แก่ประชาชน และรณรงค์ให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าในทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ
คุมเข้มราคาสินค้าห้ามกักตุนลงโทษหนักคุกเจ็ดปี
นอกเหนือจากด้านพลังงาน รัฐบาลได้สั่งการให้เฝ้าระวังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยกำหนดมาตรการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงวิกฤต อีกทั้งยังเน้นย้ำเรื่องการห้ามกักตุนสินค้าทุกประเภท หากตรวจพบการกระทำความผิดที่ส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดและการใช้ชีวิตของประชาชน รัฐบาลพร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยผู้กระทำผิดจะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อเป็นการป้องปรามและคุ้มครองผู้บริโภคในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้
จ่ายเงินเยียวยาแรงงานอพยพไทยพ้นเขตเสี่ยงภัย
สำหรับมาตรการดูแลคนไทยในต่างแดน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยในตะวันออกกลางเป็นอันดับแรก โดยได้เตรียมเจ้าหน้าที่คอยรับลงทะเบียน ณ สนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดหางานใหม่หรือส่งเสริมการฝึกทักษะอาชีพเพิ่มเติมให้แก่แรงงานที่ต้องเดินทางกลับประเทศก่อนกำหนด
นอกจากนี้ยังมีเงินสงเคราะห์จากกองทุนช่วยเหลือแรงงาน โดยผู้ที่เดินทางกลับไทยจะได้รับเงิน 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพได้รับ 30,000 บาท และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยา 40,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ครอบครัวและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ


