'กรณ์'จี้'นายกฯ'เร่งสางคดีฟอกเงินหมื่นล้านก่อนเส้นตายวันจันทร์นี้
กรณ์ จาติกวณิช กระทุ้งรัฐบาลเร่งอัยการยื่นฟ้องกลุ่ม Scammer ทันเส้นตาย 90 วันในวันจันทร์นี้ หวั่นหลุดคดีต้องคืนทรัพย์สินหมื่นล้านให้ทุนเทา ย้ำเป็นโอกาสพิสูจน์ฝีมือปราบส่วย
KEY
POINTS
- เส้นตาย 90 วัน: อัยการต้องยื่นฟ้องคดีฟอกเงินกลุ่ม Scammer ภายในวันจันทร์ที่ 2 มี.ค. นี้ มิเช่นนั้นต้องคืนทรัพย์สินกว่า 10,000 ล้านบาทที่อายัดไว้แก่ผู้ถูกกล่าวหา
- หวั่นสำนวนไม่รัดกุม: มีข้อกังวลว่าสำนวนคดีอาจยังขาดความละเอียดและการสืบสวนขยายผลที่เพียงพอ จนอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีในชั้นศาลและการยึดทรัพย์ถาวร
- โยงตลาดหลักทรัพย์: พบหลักฐานเส้นทางการเงินที่มีพิรุธเชื่อมโยงกับกองทุนในตลาดหุ้นไทย จี้รัฐบาลสั่งการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกวาดล้างทุนเทา
กลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของรัฐบาลใหม่ในด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เมื่อ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนดังๆ ไปยังทำเนียบรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม ถึงเส้นตายการจัดการทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลค่ามหาศาลกว่า 10,000 ล้านบาท ที่กำลังจะครบกำหนดอายัดตามกฎหมายในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมนี้
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นาน นายกรัฐมนตรีได้ร่วมตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ถึงผลงานการอายัดทรัพย์สินจากกลุ่ม Scammer และขบวนการฟอกเงินรายใหญ่ ซึ่งสร้างความหวังให้กับสังคมในการกวาดล้าง "ทุนเทา" ให้สิ้นซาก แต่ทว่าความหวังนั้นอาจกลายเป็นหมัน หากสำนักงานอัยการไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันตามกรอบเวลา 90 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ หากล่วงเลยกำหนด กฎหมายบังคับให้ต้องส่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทันที
"เส้นตายวันจันทร์นี้ คือจุดวัดใจรัฐบาล" นายกรณ์ระบุชัดว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการจับกุมและอายัดทรัพย์ที่ดูเหมือนเป็นความสำเร็จ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่กระบวนการสั่งฟ้องที่มีคุณภาพ โดยเขายอมรับว่าได้รับ "เสียงกระซิบ" ที่น่ากังวลว่าสำนวนคดีในขณะนี้อาจยังไม่มีความรัดกุมเพียงพอที่จะเอาผิดในชั้นศาล หรืออาจมีช่องโหว่ที่ทำให้กลุ่มขบวนการเหล่านี้รอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้
นอกเหนือจากตัวเงินหมื่นล้าน นายกรณ์ยังเปิดประเด็นแหลมคมถึง "ความเชื่อมโยงในตลาดทุน" โดยระบุว่ากองทุนที่ถูกอายัดไว้นั้น มีร่องรอยการทำธุรกรรมที่มีพิรุธอย่างชัดเจนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หากรัฐบาลไม่กำชับให้มีการสืบสวนเชิงลึกเพื่อขยายผลจากหลักฐานที่ปรากฏ ก็เท่ากับเป็นการปล่อยให้ระบบการเงินไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินของกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ
การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายกรณ์ไม่ได้เพียงแค่ตำหนิ แต่เป็นการ "วิงวอน" และเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีลงมากำกับดูแลด้วยตนเอง เพื่อให้ฟันเฟืองทุกชิ้น ทั้ง ปปง. ตำรวจ และอัยการ ทำงานประสานกันอย่างมีเอกภาพในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะเม็ดเงินหมื่นล้านนี้ควรถูกจัดการอย่างถูกต้องเพื่อกลับคืนมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่กลับไปหล่อเลี้ยงขบวนการอาชญากรรม
"ผมอยากเห็นรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลที่เอาจริงกับการปราบปรามทุนเทาอย่างจริงจัง" นี่คือโจทย์ใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะของนายกรัฐมนตรี ว่าจะสามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้เม็ดเงินมหาศาลหลุดมือไปเพียงเพราะความล่าช้าของระบบราชการ


