posttoday

"พริษฐ์" เผย คะแนนคอร์รัปชันไทยแย่สุดในรอบ 12 ปี

13 กุมภาพันธ์ 2568

"พริษฐ์" เผย คะแนนคอร์รัปชันไทยแย่สุดในรอบ 12 ปี ลั่น! ถึงเวลาจัดทำ "รัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ที่ “ปราบโกง” ได้จริง

นายพิริษฐ์ วัชรสินธุ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย กระตุ้นรัฐบาลให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า คะแนนคอร์รัปชันประเทศไทยแย่สุดในรอบ 12 ปี ถึงเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ “ปราบโกง” ได้จริง 

 

วันนี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้เผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต (Corruption Perceptions Index – CPI) ประจำปี ซึ่งประเทศไทยได้ คะแนนเพียง 34 จาก 100 และอยู่ที่ อันดับ 107 ของโลก ถือเป็นคะแนนที่ต่ำหรือแย่ที่สุดในรอบ 12 ปี

 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกโฆษณาว่าเป็น "รัฐธรรมนูญปราบโกง" และถูกบังคับใช้มานานกว่า 8 ปี แต่โครงสร้างรัฐและกฎหมายของเรายังไม่สามารถช่วยให้ปัญหาการทุจริตลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าทางออกเรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การออกแบบโครงสร้างกฎหมายในทุกระดับมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน โดยการมุ่งทั้งป้องกันและปราบปรามการทุจริตผ่านทำให้ประชาชน

 

1. โกงไม่ได้ → เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้โปร่งใส

ปัญหา

ประชาชนยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลรัฐได้อย่างสะดวก จึงทำให้ขาดอาวุธที่สำคัญในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐ (ซึ่งยิ่งถูกตอกย้ำจากกรณีเมื่อวานที่กองทัพปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลเรื่องจำนวนนายพลต่อคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎร)

 

ทางออก

- คุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลรัฐ โดยยึดหลัก “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” (open by default) ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องให้เหตุผลที่สมควรเท่านั้นหากจะมีการปกปิดข้อมูล (เช่น ข้อมูลที่จำเป็นต้องลับ ข้อมูลส่วนบุคคล) รวมถึงกำหนดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลรัฐในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน (machine readable) (ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ของพรรคประชาชน ที่ยื่นเข้าสู่สภาฯ ตั้งแต่ 2566)

"พริษฐ์" เผย คะแนนคอร์รัปชันไทยแย่สุดในรอบ 12 ปี

2. โกงไม่คุ้ม → ลดใบอนุญาตและกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น

 

ปัญหา: กฎระเบียบและกระบวนการขอใบอนุญาตที่ล่าช้าและซับซ้อนกลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนเพื่ออำนวยความสะดวก

 

ทางออก

- วางกลไกในการทบทวนกฎหมายที่ไม่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอ และออกแบบกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายในรัฐสภาให้มีความรวดเร็วขึ้น (ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง)

- ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น และทำให้กระบวนการออกใบอนุญาตมีความรวดเร็วขึ้นผ่านการกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาที่ชัดเจนและกำหนดให้เกิดการ “อนุมัติอัตโนมัติ” หรือ auto approve หากประชาชนยื่นเอกสารครบถ้วน แต่หน่วยงานรัฐพิจารณาเสร็จไม่ทันกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในคู่มือโดยไม่แจ้งเหตุผลกลับมา (ผ่านการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก ของพรรคประชาชน ที่สภาฯมีมติรับหลักการ)

 

3. โกงไม่รอด → ปฏิรูปหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน

 

ปัญหา

หน่วยงานหลักในการต่อต้านการทุจริต (เช่น ป.ป.ช.) ยังถูกสังคมตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ตรวจสอบทุกฝ่ายอย่างเข้มข้นและทัดเทียมกัน

 

ทางออก

- ปรับกระบวนการสรรหา-คัดเลือก-รับรอง กรรมการ ป.ป.ช. ให้ได้คณะกรรมการที่มีความหลากหลายทางความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง (ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ)

 

- ป้องกันการฮั้วกันระหว่างรัฐบาล กับ ป.ป.ช. ในการปิดกั้นการตรวจสอบนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีความเสี่ยงเนื่องจากประธานรัฐสภา (ซึ่งมักเป็น สส. จากพรรครัฐบาล) มีอำนาจปัดตกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่สมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนเข้าชื่อยื่นเข้ามาได้ (ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ)

 

ในวันที่ 13-14 ก.พ. ผมหวังว่ารัฐสภาจะเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะแม้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่จำเป็นต้องอาศัยแต่เพียงการแก้รัฐธรรมนูญ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเป็นโอกาสอันดีในการวางรากฐานของกฎหมายและกลไกให้เข้มแข็ง เพื่อปราบโกงและนำพาประเทศไทยไปสู่ความโปร่งใสได้อย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

'จเรตำรวจ' ยัน ไร้ห้องกัก VIP กำชับเข้มงวดข้อมูล ป้องกันทุจริตปล่อยตัว