posttoday
แนะใช้บล็อกเชนเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ให้เกษตร

แนะใช้บล็อกเชนเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ให้เกษตร

08 มีนาคม 2566

ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา ชี้ว่าการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาเป็นตัวกลางในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต จะช่วยไทยบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรและประชาชนได้

วันที่ 7 มีนาคม 2566 เครือเนชั่น นำโดย สปริงนิวส์ กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจและโพสต์ทูเดย์ ได้จัดงานสัมมนา อนาคตประเทศไทย หัวข้อ นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา ‘ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน’ กล่าวว่าการนำนวัตกรรมเข้ามาแก้ปัญหาในประเทศจะทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างก้าวกระโดดได้ ทั้งยังสร้างรายได้ให้กับคนไทยจากสิ่งแวดล้อมไทย

แนะใช้บล็อกเชนเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ให้เกษตร

รายงานปี 2019 ระบุว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก  372 ล้านตัน ตรึงก๊าซเรือนกระจก 92 ล้านตัน และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 280 ล้านตัน นี่คือ โจทย์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะต้องแก้ไข ประเทศใดก็ตามที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องจ่ายเงิน และประเทศใดที่ลดหรือตรึงก๊าซเรือนกระจกจะได้รับเงินจากจุดนั้น 

พรรคชาติไทยพัฒนาจึงต้องการสร้างนวัตกรรมเพื่อให้คนไทยที่ลดและตรึงก๊าซเรือนกระจกมีรายได้ และช่วยให้ประเทศสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรมคาร์บอนเครดิตของพรรค 

อย่างตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนโดยการนำคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลผ่านกระบวนต่าง ๆ ให้เป็นฐานข้อมูลที่จะยืนยันความเป็นเจ้าของของแต่ละคนได้ซึ่งนี่เป็นสินทรัพย์ที่จะซื้อขายได้ โดยจะมีการจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตขึ้นในประเทศไทย รวมถึงมีระบบที่ทำการจ่ายเงินและชำระเงินได้ 

ประโยชน์ที่จะได้เป็นรูปธรรม คือ รายได้ของเกษตรและประชาชน อาทิ ชาวนาที่จะขายคาร์บอนเครดิตได้ 500-1,000 บาทต่อไร่ต่อปี ชาวสวนจะได้ 1,000-2,000 บาทต่อไร่ต่อปี เป็นต้น รวมถึงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างการลดการเกิดไฟป่า ลดฝุ่นละอองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

อย่างไรก็ตาม ต้องใช้งบลงทุนราว 7,000 - 10,000 ล้านบาทแต่จะได้ผลตอบแทนสูงถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี

แนะใช้บล็อกเชนเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้ให้เกษตร

พรรคชาติไทยพัฒนายังตั้งใจที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านคาร์บอนเครดิตเพื่อการใช้นวัตกรรมที่จะนำไปสู่การตั้ง "ศูนย์เอเชีย-แปซิฟิก คาร์บอนเครดิต" ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1.การวัด ประเมิน และรับรองมาตรฐานคาร์บอนเครดิต ซึ่งการวัดในระดับเธียร์สามระดับที่สูงที่สุดในโลก ณ เวลานี้ คือ การวัดคาร์บอนเครดิตด้วยดาวเทียมที่สามารถวัดต้นไม้ได้ทุกชนิด ทุกต้น และทุกแปลงได้ตลอดทั้งปี 

2. การวัดในภาคพื้นดินด้วยการตั้งเสาสัญญาณที่จะสามารถวัดคาร์บอนเน็ตได้ตลอดเวลารวมทั้งคาร์บอนที่อยู่ในดินด้วย  

3. การนำผลการวัดจากดาวเทียมและเสาสัญญาณดังกล่าวมาเปรียบเทียบกัน และคำนวณด้วยต้นแบบทางคณิตศาสตร์ที่จะทำให้สามารถได้ค่าคาร์บอนเน็ตที่มีความแม่นยำ แน่นอน ละเอียดและต่อเนื่องซึ่งเป็นการวัดตามมาตรฐานที่โลกรับรอง

ทั้งนี้ จากงานวิจัยคาดการณ์เบื้องต้นว่า สวนป่าของไทยตรึงคาร์บอนได้ 5 ตันต่อไร่ต่อปี สวนยางตรึงได้ 5.5 ตันต่อไร่ต่อปี สวนปาล์มตึงได้ 4 ตันต่อไร่ต่อปี และนาข้าวตึงได้ 3.13 ตันต่อไร่ต่อปี

สุดท้าย คือ การสร้างเครือข่ายในภูมิประเทศเอเชียและแปซิฟิกสู่เวทีโลกซึ่งหมายถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ การวัดคาร์บอนเครดิต และการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศก็จะเกิดขึ้นซึ่งไทยก็จะเป็นผู้นำในเรื่องนี้

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน