logo-pwa

เพิ่ม Post Today

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
"ดร.เอ้" ตั้งคำถามใหญ่ "ได้เวลาประกาศสงครามกับฝุ่น PM 2.5 แล้วหรือยัง"

"ดร.เอ้" ตั้งคำถามใหญ่ "ได้เวลาประกาศสงครามกับฝุ่น PM 2.5 แล้วหรือยัง"

23 มกราคม 2566

หลังพบว่า วันนี้คุณภาพอากาศ ฝุ่น PM 2.5 กทม. ติดอันดับโลก วัดค่าฝุ่นในแอปเกิน 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ต่างจังหวัดก็แย่เช่นกัน

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก"เอ้ สุชัชวีร์"  หลังพบว่า วันนี้คุณภาพอากาศ ฝุ่น PM 2.5 กทม. ติดอันดับโลก โดยได้โพสต์ว่า

 

คำว่า "ประกาศสงคราม" หมายถึง ร่วมกันสู้เพื่อความอยู่รอด สู้กับวิกฤติชาติ เพราะฝุ่นพิษ PM2.5 อันตรายตายจริง!!!

 

วันนี้กรุงเทพได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองหลักที่คุณภาพอากาศแย่ติดอันดับ 10 ของโลก หลาย ๆ พื้นที่แสดง ค่าฝุ่น PM2.5 ในแอปเกิน 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพเท่านั้นแต่หลายจังหวัด ก็น่าห่วงมาก
 

 

ผมเคยเสนอแนวทางการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ “เราทุกคน” ร่วมกันทำได้ ในรายการ The Solution และรายการอื่น ๆ ที่ผมเคยพูดประเด็นนี้มา ขอสรุปมาไว้ดังนี้ครับ

 

1. เราต้อง “รู้” ก่อนว่าพื้นที่ไหนมี PM 2.5 

 

วันนี้เราสามารถเช็คค่าฝุ่นเบื้องต้นเพื่อทราบข้อมูล จากแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อตรวจเช็คค่าฝุ่นจากจุดใกล้ตัว ว่าค่าฝุ่นที่แสดงมีความอันตรายมากน้อยแค่ไหน

 

นอกจากนี้ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรา ทราบค่าฝุ่นได้แม่นยำมากขึ้น ก็ต้องมาจาก “จำนวนจุดวัดคุณภาพอากาศ ที่มากเพียงพอ” ซึ่งควรมีอย่างน้อย “2000 จุดทั่วกรุงเทพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถทราบค่าได้อย่างแม่นยำ

 

2. กำจัดฝุ่นที่ "ต้นกำเนิด" อย่างจริงจัง

 

วันนี้เรายังเห็นรถบรรทุกควันดำ ขนของวิ่งเต็มกรุงเทพ อยู่ทุกวี่วัน จริงไหมครับ แสดงว่า เราไม่เคยจริงจังกับเรื่องฝุ่นพิษเลย

 

รถควันดำ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ปล่อยมลพิษ จะต้องไม่มีในกรุงเทพอีกต่อไป ไม่ใช่ปล่อย PM2.5 ตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่ อากาศจะดีขึ้น ไม่มีทาง

 

กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายความปลอดภัย มีอยู่แล้ว ดำเนินการได้ทันที ไม่มีข้ออ้างเลย

 

ขณะที่มาตรการทางภาษี ต้องใช้ในการควบคุมรถเก่าที่ไม่ได้รับการดูแล หากยังใช้ ก็ต้องดูแล หากไม่ดูแลก็จ่ายภาษีตามมลพิษที่ปล่อยมาทำร้าย ลูกหลาน ไม่เช่นนั้น ก็อยู่กันแบบนี้ ไม่ดีขึ้น

 

เช่นเดียวกับ การลดภาษีให้เอกชนที่มีมาตรการควบคุมฝุ่น จากทั้งการก่อสร้าง และจากการขนส่ง คนทำดีได้ดี คนอื่นก็ทำตาม

 

3.  ต้อง “ป้องกัน” ตัวเราเองด้วยหน้ากาก

 

ในปัจจุบันหน้าการที่ป้องกันโควิดบางแบบสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้บ้างถึงแม้จะไม่ดีเท่า N95 โดยเมื่อเรารู้ว่าตัวเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ก็ใส่หน้าเพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกาย

 

โดยเฉพาะเด็ก และผู้สูงอายุ ประมาทไม่ได้เลย ฝุ่น PM2.5 อันตรายถึงชีวิต แต่ที่เห็นเรายังไม่สนใจที่จะป้องกันตัวเอง และคนที่เรารักเท่าที่ควร

 

4. ช่วยกัน “ลด” ฝุ่น เริ่มจากตัวเรา

 

ทุกคนล้วนมีส่วนในการปล่อย PM2.5 ถ้าเราเริ่มมือกันเพื่อช่วยกันลดฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM2.5 จากรถเก่า ถ้าเราดูแลตรวจเช็คเครื่องยนต์ดี ๆ หรือไม่เผาในที่แจ้ง ก็มีส่วนในการลดปัญหาฝุ่นได้แล้วครับ

 

นอกจากนี้การที่เราหันมาใช้ “ระบบขนส่งสาธารณะ” ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือ รถเมล์ไฟฟ้า ก็จะช่วยลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ได้ จุดนี้ผมมีแนวคิดในการกระตุ้นให้ประชาชนให้มาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นโดย “การกำหนดราคาที่เหมาะสม” คนทั่วไปเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ง่าย สะดวก  เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะกลายทางเลือกหลักของประชาชนในการเดินทาง และช่วยลดปัญหามลภาวะได้

 

และ 5. กำหนด "เป้าหมาย" ลดฝุ่นอย่างจริงจัง ต้องชัดเจน

 

ผมไม่เห็นใครออกมา ตั้งเป้าหมายเลยว่า อีกกี่เดือน กี่ปี ฝุ่นพิษ PM2.5 จะลดลง ให้อากาศกรุงเทพกลับมาสะอาดพอ ให้ลูกหลานเราจะหายใจได้อย่างปลอดภัย

 

เมื่อบ้านเมืองไร้เป้าหมาย สุดท้ายคือ อยู่ไปวันๆ ตายผ่อนส่ง ไม่มีอนาคต จริงไหมครับ ?

 

สุดท้าย เมืองอื่นเขาเคยเจอหนักกว่าเรา เขาก็แก้ปัญหาได้ แล้วทำไมกรุงเทพ ประเทศไทย ของเราจะทำไม่ได้

 

#ฝุ่นพิษวิกฤตชาติ