posttoday
เปิดแผนอารักขาศาลฎีกา

เปิดแผนอารักขาศาลฎีกา

12 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

ยิ่งใกล้ถึงวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งเป็นกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวชินวัตร ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองเดือดขึ้นตามลำดับ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ ถูกเสื้อแดงตามไปประท้วงกดดัน จนต้องวางมาตรการรับมือกันจ้าละหวั่น

จุดล่อแหลมสำคัญสุด อยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ซึ่งใช้เป็นสถานที่ตัดสินคดีนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการวางมาตรการรับมือไว้แล้วเช่นกัน โดยทางศาลได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเมื่อวันที่ 10 ก.พ.

ทั้งนี้ ศาลจะนำระเบียบวิธีการเข้าฟังการพิจารณาคดีทั่วไปในศาลมาใช้ กล่าวคือ ข้อห้ามสำหรับผู้เข้าฟังคดีจะต้องไม่ส่งเสียงดังจนรบกวนการพิจารณาของศาล และข้อห้ามผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีจะต้องประพฤติตนเรียบร้อยเมื่ออยู่ในห้องพิจารณารวมถึงภายในบริเวณศาล ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้ “จัดระเบียบ” บุคคลที่จะเข้ามาฟังการพิจารณาคดี โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ “สื่อมวลชน” และ “ประชาชนทั่วไป” ให้ชัดเจน โดยกำหนดจำนวนผู้เข้าฟังในห้องพิจารณาคดีซึ่งอยู่บนชั้น 4 ของอาคารศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เข้าได้ไม่เกิน “220 คน” โดยกลุ่มคนที่จะเปิดให้เข้าฟัง จะมีสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป

สำหรับสื่อมวลนั้นมีการจัดเก้าอี้ไว้รองรับ 100 ที่นั่ง โดยศาลจะอนุญาตให้เข้าทำข่าวในห้องพิจารณาคดีได้สำนักพิมพ์ละ 2 คน ซึ่งกองสารนิเทศศาลยุติธรรมประสานให้สื่อมวลชนทุกแห่งส่งรายชื่อเพื่อจัดทำบัตรเฉพาะบุคคลและแสดงตนรับบัตรในวันฟังคำพิพากษา

ทั้งนี้ เพื่อป้องกัน “ผู้ปลอมแปลง” เป็นสื่อมวลชนเข้าก่อเหตุในห้องพิจารณาคดี และต้องกันที่นั่งให้สื่อมวลชนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนที่นั่งที่เหลือที่ประชุมจะเปิดให้ทนายความ ญาติครอบครัว และประชาชนทั่วไปเข้าตามลำดับ และเมื่อครบ 220 คน จะห้ามเข้า โดยจะมีการจัด “ทีวีวงจรปิด” เพื่อถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษาไว้ที่โถงด้านล่างของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ

ขณะที่ตัวอาคารสถานที่ในการประชุมมีมติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) เพิ่มเครื่องสแกนอาวุธมาติดตั้งไว้ที่ประตูปากทางเข้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ (ประตูด้านข้างศาลฎีกาซึ่งอยู่ตรงข้ามศาลหลักเมืองและสำนักงานอัยการสูงสุด สนามหลวง) เพราะปัจจุบันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีเครื่องสแกนอาวุธเพียง 1 ตัวติดตั้งอยู่บริเวณโถงทางเข้าด้านในตัวอาคารศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เท่านั้น หากผู้ใดไม่เข้าห้องพิจารณาคดีก็จะไม่เดินผ่านเครื่องตรวจดังกล่าว ดังนั้น การขอให้ติดตั้งเครื่องสแกนอาวุธเพิ่มที่ด้านนอกอาคารศาล ศาลทำเพื่อสกรีนคนก่อนเข้าด้านใน และมายืนฟังคำพิพากษาอยู่หน้าศาล ซึ่งอาจเป็นจุดก่อเหตุร้ายได้ง่ายกว่าภายในห้องพิจารณาคดี

สำหรับกองกำลังตำรวจ พ.ต.อ.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล รองผบก.น.1 ระบุจะใช้แผน “ธันวา 52” ในการดูแลความสงบเรียบร้อย โดยใช้กำลังผสมรวม 54 กองร้อย (ประมาณ 8,100 นาย) ประกอบด้วย ตำรวจ ทหาร และพลเรือน ในจำนวนนี้ใช้กำลังตำรวจ 10 กองร้อย (1,500 นาย) และตำรวจจราจรกลาง 150 นาย เข้าควบคุมพื้นที่รอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นอกจากนี้ยังมีกำลังสนับสนุนเตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งอีก 10 กองร้อย (1,500 นาย) ในส่วนการหาข่าวความเคลื่อนไหวใช้กำลังชุดสืบสวนบก.น.19 และศูนย์สืบสวนบช.น. บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และคำปราศรัยไว้เป็นหลักฐาน พร้อมจัดทีมพนักงานสอบสวนไว้แล้ว ส่วนสน.พื้นที่และใกล้เคียง เช่น สน.นางเลิ้ง และสน.สำราญราษฎร์ จัดชุดสืบสวนและสายตรวจดูแลตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อป้องกันอาชญากรรม

ที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ภายในสัปดาห์หน้า ตำรวจและทหารจะซักซ้อมแผนการรับมือและการปราบจลาจลครั้งใหญ่โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน

ทั้งหมดจะควบคุมสถานการณ์ที่ร้อนแรงได้มากน้อยแค่ไหนต้องตามกันอย่ากะพริบ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ