posttoday
เตือนภัยน้ำท่วมก่อนวายวอด

เตือนภัยน้ำท่วมก่อนวายวอด

10 กรกฎาคม 2554

สัญญาณความรุนแรงของอุทกภัยเริ่มส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้น

สัญญาณความรุนแรงของอุทกภัยเริ่มส่อเค้าความรุนแรงมากขึ้น

นับตั้งแต่ปลายปี 2553 เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ถล่มโคราช ลุกลามอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานและภาคใต้ กระทั่งเริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ 2554 ชาว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก็ถูกน้ำท่วมซ้ำอีกระลอก โดยระดับน้ำท่วมสูงถึงศีรษะนานกว่า 3 วัน ไฟฟ้าดับทั้งเมือง เศรษฐกิจพังพินาศ

ล่าสุด เกิดเหตุน้ำท่วมในช่วงปลายฤดูกาลหาเสียงเดือน มิ.ย. จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน “ไหหม่า” จุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศลาว ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือของไทย และเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด ได้แก่ แพร่ เชียงราย ตาก น่าน พะเยา สุโขทัย ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนกว่า 4 แสนคน เสียชีวิต 3 คน ขณะเดียวกันมวลน้ำได้ไหลทะลักต่อเนื่องมาถึง จ.พิษณุโลก โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. มีระดับน้ำสูงถึง 2 เมตร เรือกสวนไร่นาเสียหายย่อยยับกว่าหมื่นไร่

ความรุนแรงของอุทกภัยครั้งนี้เป็นภัยที่ไม่อาจมองข้ามได้ เป็นเหตุให้ เกรียงไกร กอวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ต้องออกมาย้ำเตือนชัดๆ ว่า สภาวะน้ำท่วมประเทศไทยในช่วงฤดูฝนปีนี้มีแนวโน้มว่าปริมาณน้ำฝนจะมากกว่าทุกปี และเชื่อว่าจะมีผลทำให้เกิดฝนตกหนักในเดือน ส.ค.-ต.ค.นี้ ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. และภาคกลางทั้งหมด

“จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนใน กทม. อาจสูงถึง 500 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเกินกว่าปริมาณที่สามารถรับไหว จึงขอเตือนให้ทุกคนอย่าประมาท” เขากล่าว

สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า สาเหตุที่เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายจังหวัดช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ เกิดจากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านทางตอนเหนือ อีสาน และภาคกลาง สิ่งที่ต้องจับตาคือ ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ถึงต้นเดือน ส.ค.เป็นต้นไป จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ ระหว่างนี้อาจมีพายุจรพัดเข้ามาสมทบเป็นระลอกจากทะเลจีนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพายุลมแรงและปริมาณน้ำฝนที่สูงเกินค่าปกติได้

 

เตือนภัยน้ำท่วมก่อนวายวอด

สมิทธ กล่าวว่า ปีนี้น้ำจะท่วมหนักหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลมีวิธีบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักขณะนี้เริ่มอิ่มตัวแล้ว เนื่องจากช่วงเดือนที่ผ่านมาต้องคอยรองรับปริมาณน้ำเหนือที่ท่วมไปแล้วหลายจังหวัด หากมีปริมาณน้ำฝนถาโถมเข้ามาอีกระลอก อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำได้

อย่างไรก็ตาม ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าระดับความรุนแรงของอุทกภัยในปีนี้จะเลวร้ายกว่าครั้งก่อนๆ มากน้อยเพียงใด เพราะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นๆ ที่อาจเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ได้ เช่น ลมมรสุม น้ำเหนือไหลบ่า น้ำทะเลหนุน และประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ

“หลายจังหวัดในภาคกลางที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติน้ำท่วม ไล่มาตั้งแต่นครสวรรค์ พิจิตร สิงห์บุรี อ่างทอง และจังหวัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ กทม. ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง” เขากล่าว

สมิทธ บอกว่า การเตรียมการรับมือน้ำท่วมจะต้องเริ่มทำทันทีตั้งแต่วันนี้ แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นว่ามีหน่วยงานใดแสดงความกระตือรือร้นต่อเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากรัฐบาลอยู่ในภาวะสุญญากาศ ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล

ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า เวลานี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติควรจะย้ายไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรืออยู่กระทรวงไอซีทีกันแน่ ซึ่งก็ยังไม่มีความชัดเจน ฉะนั้นหากเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินขึ้นมา อาจทำให้ไม่มีผู้บัญชาการเหตุการณ์เป็นแกนหลัก

“ถ้าเป็นผม ผมจะเรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า แต่ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเริ่มได้เมื่อไหร่ เรื่องนี้อาจต้องไปถามคุณปลอดประสพ (สุรัสวดี) สส.เพื่อไทย ซึ่งเคยกำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผมก็เคยทำงานร่วมกันมา ส่วนเขาจะเรียกใช้ให้ไปร่วมงานอีกหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับเขา” สมิทธ กล่าว

ด้าน อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าปรากฏการณ์ “ลานินญา” จะหวนกลับมาในปีนี้อีกหรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก ต้องใช้ระยะเวลาในการติดตามความเคลื่อนไหวอย่างน้อยอีก 6 เดือน

“สำหรับลานินญาในปีนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก เพราะเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อต้นปีนี้เอง โดยวงรอบในการก่อตัวต้องใช้เวลานานถึง 12-18 เดือน ฉะนั้นหากมีสัญญาณการก่อตัวในเดือน ส.ค.ปีนี้ ก็จะไปส่งผลอีกครั้งในช่วงปีหน้า” รักษาการผู้อำนวยการ สทอภ. กล่าว

นักวิชาการรายนี้ อธิบายว่า ดัชนีที่บ่งชี้ว่าจะเกิดลานินญาหรือไม่ สามารถตรวจวัดได้จากอุณหภูมิของผิวน้ำทะเล โดยเฉพาะที่มหาสมุทรแปซิฟิกที่จะส่งอิทธิพลถึงไทยโดยตรง และหากตรวจพบว่าน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นจริง ก็ยังต้องติดตามต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน

อานนท์ กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูนี้ คือ ลมมรสุมที่จะพัดเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ โดยเฉลี่ยแล้วประเทศไทยจะมีพายุเข้าประมาณปีละ 2-5 ลูก ซึ่งปีนี้อาจต้องเผชิญกับพายุถึง 3 ลูกซ้อน โดยลูกแรกได้พัดเข้ามาจากประเทศเวียดนาม และถือว่ามาเร็วผิดปกติ ส่งผลให้หลายจังหวัดทางภาคเหนือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมไปแล้วหลายจังหวัด

“เร็วๆ นี้อาจมีพายุพัดเข้ามาอีก 2 ลูก โดยเฉพาะภาคกลางและอีสานต้องระมัดระวังในช่วงเดือน ก.ย. ส่วนทางภาคใต้จะมีพายุเข้ามาภายในเดือน ต.ค.พ.ย. แต่คาดว่าระดับความรุนแรงจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา” รักษาการผู้อำนวยการ สทอภ. กล่าว

อานนท์ ระบุด้วยว่า แม้สถานการณ์โดยภาพรวมจะยังไม่น่าเป็นห่วงเมื่อเทียบกับความเลวร้ายของมหันตภัยน้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในอดีต แต่ก็ใช่ว่าปีนี้ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการจมบาดาลโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะหลายจังหวัดที่จัดอยู่ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซาก เช่น ที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ ย่อมต้องเผชิญวิบากกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เขาบอกอีกว่า การคาดการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะชี้ชัดได้ แต่สำหรับลมพายุที่จะพัดเข้ามาสมทบนั้น สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้510 วัน โดยการตรวจจับภาพของระบบดาวเทียม แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิด แต่ก็ยังสามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากปรากฏการณ์ลานินญาที่จะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมและปริมาณน้ำฝนมหาศาลแล้ว สิ่งที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้คือ หลังจากฝนทิ้งช่วงในปลายเดือน ส.ค.เป็นต้นไป อาจเกิดปรากฏการณ์ “เอลนินโญ” ซึ่งจะทำให้เกิดภัยแล้งตามมาได้ และอาจกระทบต่อเกษตรกรและการทำนาในหลายพื้นที่

“ตอนนี้พบว่าหลายพื้นที่เริ่มทำนากันแล้ว เพราะปริมาณน้ำฝนมาก แต่ถ้าหลังจากปลายเดือน ส.ค.นี้ เกิดฝนทิ้งช่วงไปประมาณ 30 วัน อาจทำให้เกษตรกรเสี่ยงต่อการทำนาได้” เขากล่าว

หากมองในแง่ดี อานนท์ บอกว่า ประเทศไทยได้ผ่านสถานการณ์อันหนักหน่วงมาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ได้รับบทเรียนในการเตรียมการรับมือสถานการณ์ โดยหลายพื้นที่เกิดความตื่นตัวกันมากขึ้น

“ภาคประชาชนและองค์กรท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะทราบข้อมูลเชิงพื้นที่ดีกว่าหน่วยงานรัฐส่วนกลางที่สามารถกำกับดูแลได้เฉพาะนโยบายในภาพรวมเท่านั้น ซึ่งเท่าที่ผ่านมาพบว่าท้องถิ่นมีการพัฒนาไปมาก” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการรายนี้ฝากเตือนด้วยว่า แม้ภัยพิบัติจากธรรมชาติจะผ่านพ้นไปหลายเหตุการณ์ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีอีกหลายชุมชนที่ยังไม่ตระหนักเท่าที่ควร ซึ่งโลกในยุคปัจจุบันมีโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติต่อเนื่องสูง หลายพื้นที่ที่เคยประสบภัยมาแล้วย่อมอาจเกิดขึ้นซ้ำได้ทุกเมื่อ

การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าความหายนะจะคืบคลานมาถึงตัวเราเมื่อใด

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ