
ออกอาการ'นโยบายปูไหล'ทำใจได้แค่ฝัน
ไม่ทันจะเข้ารับตำแหน่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็กำลังถูกทดสอบอย่างหนักในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
ไม่ทันจะเข้ารับตำแหน่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็กำลังถูกทดสอบอย่างหนักในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
ทันทีที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง สัญญาณการตรวจสอบและท้วงสัญญาที่ประกาศไว้ก็เกิดขึ้นทันที
ในการปราศรัยหาเสียงใหญ่ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ยิ่งลักษณ์ ประกาศท่ามกลางสายฝน เพื่อเรียกคะแนนเสียงอย่างน่าสนใจว่า จะกระชากค่าครองชีพลงมาทันทีหากเป็นรัฐบาล
วิธีการนั่นคือ ยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ให้ เบนซิน 95 ลดลงมา 7 บาท เบนซิน 91 ลดลงกว่า 6 บาท ดีเซล ลดลงกว่า 2 บาท ฯลฯ
ขณะเดียวกัน จะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ภายใน 90 วัน ปรับเงินเดือนแรกเข้าสำหรับผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท เป็นต้น
นโยบายที่โดนใจเหล่านี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะในสนามเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
3-4 วันถัดมา ยิ่งลักษณ์ประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย แล้วแถลงนโยบายเร่งด่วน 6 ประการ ที่จะทำทันทีหลังรับตำแหน่ง อาทิ ยกเลิกส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เฉพาะน้ำมันบางชนิด อาทิ เบนซิน 95 ลดลง 7.50 บาท เบนซิน 91 ลดลง 6.70 บาท ดีเซลลดลง 2.20 บาท
จัดทำระบบประกันสุขภาพใหม่ในเรื่อง 30 บาท รักษาทุกโรค ฯลฯ
ขณะที่บรรดาทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยต่างทยอยออกมาแสดงความเห็นว่า จะเร่งดำเนินการเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนละทิศคนละทาง
แนวทางเศรษฐกิจของว่าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเหล่านี้ ในหลายประเด็นกลับขัดแย้งกันในตัว เช่น การออกมาของ นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะแต่งตั้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นทูตการค้าของประเทศไทย
แต่ก็จบลงในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อมีคำสั่งว่า อย่าจุดชนวนให้ร้อนแรง
เมื่อผู้เชี่ยวชาญชำแหละลงในรายละเอียดของแต่ละนโยบายว่าจะก่อปัญหามาก เช่น การยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ จะทำให้ไม่มีเครื่องมือกันชนเวลาน้ำมันขยับสูงพรวดขึ้น และการลดเบนซินก็ไม่ได้ก่อประโยชน์มากนัก เพราะคนใช้น้อย เหมือนอุ้มคนรอย ไม่ช่วยคนจน
มิหนำซ้ำจะก่อปฏิกิริยาลูกโซ่อื่นๆ อีกเพียบ เช่น ราคาแก๊สหุงต้ม และเอ็นจีวีก็จะพุ่งสูงขึ้น
การยกเลิกรักษาพยาบาลฟรีของประชาธิปัตย์มาเก็บ 30 บาท รักษาทุกโรค แม้ว่ายังไม่มีรายละเอียด แต่ก็รู้ว่าต่อไปนี้ต้องควักเงินเมื่อไปรักษา ไม่มีของฟรีอีกแล้ว
การปรับเงินเดือนข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจแรกเข้าก็ทำไม่ได้ แค่กลุ่มเล็กๆ ถ้าขยับต้องทำทั้งแผง
ไม่ต้องกล่าวถึงค่าจ้าง 300 บาท เพราะนั่นจะก่อผลกระทบมหาศาล ของจะแพงหูดับ
หลายคนอึ้ง และไม่มีใครบอกกับคนหย่อนบัตรเลือกตั้งว่าจะเจอแบบนี้
หลายเรื่องที่พูดไปวันนี้ พรุ่งนี้ต้องฉายใหม่อีกรอบก็ไม่เหมือนเดิม เช่น ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอล สตรีต เจอร์นัล เอเชีย เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ได้สร้างแรงเหวี่ยงให้กับตลาดมากที่สุดคือ คำที่กล่าวว่า ไทยจะเดินหน้าปล่อยเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสกัดการปรับเพิ่มราคาสินค้านำเข้ารายการหลักๆ
ทันทีที่ว่าที่นายกฯ คนใหม่พูดถึงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ก็ทำให้ตลาดแตกทันที เพราะเอกชนตื่นตระหนกว่าสิ่งที่ทำนี้จะกระทบต่อการส่งออกที่มีมูลค่ามากกว่าการนำเข้าน้ำมันมาใช้ในประเทศมากมาย
รุ่งขึ้น เธอให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า ขอให้บรรดานักวิเคราะห์คลายความวิตกกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากนโยบายประชานิยมที่หาเสียงไว้
เธอระบุว่า เธอพร้อมจะชั่งน้ำหนักผลได้เสีย ที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะดำเนินการตามนโยบายใดๆ ที่ประกาศไป
“ดิฉันไม่ใช่คนดื้อรั้น ที่จะดันทุรังทำตามนโยบายโดยไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างถี่ถ้วน ไม่มีอะไรรับรองได้ว่านโยบายทุกอย่างจะได้รับการตอบสนอง ถ้าเมื่อไรที่เราลงมือปฏิบัติแล้วเกิดปัญหา เราก็จำเป็นต้องบอกความจริงเหล่านั้นให้เป็นที่รับรู้กันทั่วไป แล้วปล่อยให้ประเทศตัดสินใจ”ยิ่งลักษณ์ กล่าว
ยิ่งลักษณ์ให้เหตุผลเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ต้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสูงถึง 40% ภายในเดือน ม.ค.ที่จะถึงนี้ว่า แม้จะมีผลกระทบถึงปัญหาเงินเฟ้อตามที่นักวิเคราะห์และสื่อต่างชาติกังวล แต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ
ผลจากการนี้เธอบอกว่า ข้าวของอาจจะแพงขึ้น แต่เชื่อว่าจะไม่มากนัก
“เงินเฟ้ออาจจะขึ้นไม่มากนัก แต่ก็อาจจะขึ้นบ้างในอนาคต”
เธอบอกกับสื่อไทยมาก่อนแล้วว่า เรื่องค่าจ้าง 300 บาท ขอศึกษาก่อน อาจทำได้ต้นปีหน้า
ไม่ใช่ 90 วันอย่างที่หาเสียง
ความอลหม่านทางนโยบายเหล่านี้เป็นแค่โหมโรง เพราะนโยบายจริงและรายละเอียดต่างๆ ยังไม่ออกมา แต่ว่าที่นายกฯ เองก็กำลังจะกลับหลังให้กับคำพูดตัวเอง?
งานของรัฐบาลใหม่น่าระทึกใจจริงๆ!







