
หยุดแทรกแซง
ผลสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค
ผลสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค
ว่าเข้าข่ายเป็นธุรกิจต่างด้าวหรือไม่ ตามกำหนดการ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ เรื่องจะต้องส่งถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสอบสวนในเชิงลึกต่อไป
แต่ปรากฏว่ากลับถูกนายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการ รมช.พาณิชย์ ดึงเรื่องกลับเพื่อสอบสวนใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดมารยาทชัดเจน เพราะในทางกฎหมายได้ให้อำนาจอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้ตรวจสอบเพื่อชี้มูลอยู่แล้ว จึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายการเมืองที่จะออกมาชี้นำ
เฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งทางการเมืองในขณะนี้เป็นเพียงรักษาการรัฐมนตรี จึงไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการประจำอีก แม้จะอ้างว่ามีหลักฐานเพิ่มเติม ก็สามารถยื่นสมทบในภายหลังต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
ที่สำคัญ คณะทำงานตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นดีแทคได้สรุปผลการชี้มูลออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีมติให้ส่งเรื่องต่อไปยังตำรวจ ฝ่ายการเมืองก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อความโปร่งใส รอเวลาออกจากตำแหน่งอย่างสง่างาม เพราะยิ่งดันทุรังยิ่งจะสร้างความลำบากใจให้กับข้าราชการประจำที่ต้องทำงานต่อไปอีกยาว
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ฝ่ายการเมืองแสดงเจตนาชัดเจนต้องการระบุความผิดของดีแทคให้ชัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบธุรกิจของประเทศ แม้จะทำได้ แต่เมื่อผลการสอบสวนออกมา สุดท้ายก็ต้องส่งเรื่องไปยังอัยการให้ทำสำนวนส่งฟ้องศาลเป็นผู้ตัดสินอยู่ดี จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดฝ่ายการเมืองจะต้องดิ้นรนมากมายขนาดนี้ ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งรักษาการแล้ว และเหลือเวลาไม่กี่วันก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่
หากเป็นห่วงว่าคดีของดีแทคจะซ้ำรอยคดีนอมินีกุหลาบแก้ว ที่พอเรื่องไปถึงตำรวจก็หยุดสงบนิ่งแค่นั้น ไม่คืบหน้า ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายผู้เสียหายต้องไปร้องเรียนกันต่อ เพราะถึงอย่างไรกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่ศาลที่จะมีอำนาจตัดสินถูกผิดในคดีธุรกิจต่างด้าว รวมถึงนักการเมืองก็ไม่ควรออกหน้า แสดงตัวฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนน่าเกลียด เพราะจะถูกมองได้ว่ามีนัยแอบแฝงส่งท้ายก่อนหมดวาระลงจากเก้าอี้
ยิ่งข้ออ้างที่ต้องการจะจัดระเบียบธุรกิจต่างด้าวในประเทศ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะผลจากที่การเมืองเข้ามาแทรกแซงมากเท่าไร นั่นแหละคือตัวถ่วงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และทำลายความเชื่อมั่นต่อวงการธุรกิจ
ขณะนี้ในวงการธุรกิจก็จับตาเรื่องนี้อยู่เช่นกัน ฉะนั้นเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของส่วนรวม ฝ่ายการเมืองควรจะหยุดเพียงแค่นี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำเดินเรื่องต่อ







