
ราคาข้าวโลกจ่อพุ่ง ตลาดสะดุ้ง ไทยผลัดรัฐบาล
ผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ในไทย อันนำมาซึ่งชัยชนะของพรรคเพื่อไทย
ผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ในไทย อันนำมาซึ่งชัยชนะของพรรคเพื่อไทย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่เพียงสร้างความสั่นสะเทือนและความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้เกิดขึ้นภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังจะก่อให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะในตลาดข้าว ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก
สำนักข่าว Bloomberg รายงานความเห็นของนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่า ด้วยนโยบายประกันราคาข้าวของพรรคเพื่อไทยจะยังผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งขึ้นถึง 56% ภายในปีนี้
จากระดับราคาในปัจจุบันที่กว่า 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 8-10 เหรียญสหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตราคาอาหารเมื่อปี 2550-2551 เพียงเฉียดฉิว ซึ่งครั้งนั้นราคาข้าวเกรดดีของไทยที่ใช้เป็นราคาหมายหลักในตลาดโลก พุ่งขึ้นมาเหนือระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาในประเทศสูงเกือบ 2 หมื่นบาทต่อเกวียน
นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะจำนำราคาข้าวที่ 1.5 หมื่นบาทต่อเกวียน หรือเกือบ 500 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นราคาที่สูงกว่าอัตราเดิมถึง 63% จะยังผลให้ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ในฐานะที่ข้าวไทยเป็นราคาหมายหลักในตลาดโลก การที่ราคาภายในประเทศปรับสูงขึ้น ยิ่งทำให้ราคาในตลาดโลกมีความเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน
เมื่อปี 2551 สมัยที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล มีนโยบายที่คล้ายคลึงกับพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ โดยรับจำนำข้าวเป็นจำนวนถึง 5.4 ล้านตัน จากเกษตรกรราว 7 แสนคน ยังผลให้ราคาภายในประเทศพุ่งขึ้นมาแตะที่ 1.7 หมื่นบาทต่อเกวียน ภายในเดือน เม.ย. และต่อมาส่งแรงกระเพื่อมไปถึงราคาข้าวในตลาดโลก ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,038 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อถึงเดือน พ.ค. ปีเดียวกัน
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นประกันราคาที่ 1.1 หมื่นบาทต่อตัน จากนั้นในระหว่างการหาเสียงพรรคนี้เพิ่มเพดานราคามาอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาทต่อเกวียน ซึ่งราคานี้อาจจะต่ำกว่าราคาจำนำข้าวที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย แต่มีเสียงสนับสนุนในทำนองที่ว่าจะช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้มากขึ้น ในอัตราที่ผู้ขายและผู้ซื้อไม่หักหาญกันจนเกินไป
ทว่า ในความเป็นจริงผู้ที่รับประโยชน์คือผู้ส่งออกข้าว ที่ไม่ต้องเสียแรงไปแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกับข้าวราคาถูกจากเวียดนาม ผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากไทย และเริ่มเบียดตำแหน่งของไทยมากขึ้นทุกที
อย่างไรก็ตาม การประกันราคาข้าวที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ได้บวกตัวแปรจากปัจจัยที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งในตลาดข้าวภายในประเทศด้วย นั่นคือพ่อค้าคนกลาง เอาไว้ด้วย เพื่อลดแรงเสียดทานจากการต้องแบกรับต้นทุนการขนส่งและการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ชาวนามิได้แบกรับ แต่เป็นผู้ค้าข้าว
หากนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เอื้อต่อพ่อค้าส่งออกข้าวทางอ้อม นโยบายจำนำข้าวของพรรคเพื่อไทยมีช่องโหว่ตรงที่การเล่นไม่ซื่อของโรงสี ซึ่งอาจสวมสิทธิเกษตรกรเพื่อจำนำข้าวที่ตนซื้อมา ทำให้ได้ส่วนต่างจากราคาจำนำ ประเมินกันว่าชาวนาอาจได้กำไรไม่ถึงครึ่งหนึ่งของราคาจำนำที่แท้จริง ส่วนที่เหลือตกเป็นของโรงสี หรือพ่อค้าคนกลาง
ไม่ว่านโยบายของพรรคใดจะมีข้อดีข้อเสีย ประชาชนได้ตัดสินผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว อีกทั้งในท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นพรรคใด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายจำนำหรือประกันราคาข้าว ราคาในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ผลที่จะติดตามมาก็คือ แรงสั่นสะเทือนในตลาดโลก จากการที่ราคาข้าวในไทยแพงขึ้นในลักษณะเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อน หรือช่วงวิกฤตราคาอาหารโลกครั้งแรกในทศวรรษที่ 2000 ซึ่งยังผลให้ราคาข้าวในตลาดภายในของประเทศกำลังพัฒนา มีราคาพุ่งขึ้นมาถึง 90%
สิ่งที่หลายคนหวาดกลัวหากราคาข้าวไทยแพงขึ้น มีอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก กังวลว่าข้าวไทยจะแพงจนผู้บริโภคไม่สามารถแบกรับได้ ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อข้าวราคาถูกจากคู่แข่ง
เรื่องที่สอง กังวลว่า หากราคาข้าวไทยแพงขึ้น ราคาทั่วโลกจะแพงไปด้วย เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยปี 2550-2551
ทั้งสองปัญหาครอบคลุมทั้งผู้บริโภคภายในประเทศ และต่างประเทศ ยิ่งหวนกลับไปพิจารณาเงื่อนไขของราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อ 4 ปีแล้ว จะพบว่าสถานการณ์ในขณะนั้นกับตอนนี้มีความคล้ายคลึงกันหลายประการ
แม้ว่าทุกวันนี้ราคาข้าวในตลาดโลกจะต่ำลงถึง 20% เมื่อเทียบกับราคาข้าวสาลี อ้อย ข้าวโพด ที่เพิ่มขึ้นถึง 30% แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ หากนโยบายข้าวแนวทางใหม่ได้รับการปรับใช้
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ระบุในรายงานเมื่อเดือน ก.พ.ปีนี้ว่า นโยบายของประเทศผู้ส่งออกข้าวมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อราคาในตลาด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตอาหารครั้งแรก เฉพาะประเทศผู้ส่งออกข้าว เมื่อเห็นว่าราคาข้าวแพงขึ้นจึงชะลอการส่งออก เพื่อปรับสมดุลภายในประเทศ
เพราะอย่างน้อยเกษตรกรผู้ผลิตข้าว ก็ถือเป็นผู้บริโภคข้าวเช่นเดียวกัน ราคาที่แพงขึ้นจึงเท่ากับเป็นการบั่นทอนรายได้จากการค้าข้าวโดยตรง หรือพูดได้ว่ากลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงชาวนา หากรัฐบาลไม่มีนโยบายรองรับที่เหมาะสม
นอกจากนโยบายของภาครัฐแล้ว ยังมีผลพวงจากภัยธรรมชาติที่ทำลายพื้นที่เพาะปลูกข้าวในประเทศผู้ส่งออกหลัก ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม จีน และอินเดีย จนประเทศเหล่านี้ชะลอการส่งออก สวนทางกับความต้องการของประเทศนำเข้าที่เร่งซื้อขนานใหญ่ เพราะพื้นที่เพาะปลูกเสียหายจากภัยธรรมชาติเช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ฟิลิปปินส์
ในปีนี้หลายประเทศประสบกับภัยธรรมชาติรุนแรง จนทำลายพื้นที่เพาะปลูกมหาศาล โดยเฉพาะภาวะแห้งแล้งในจีนที่กินอาณาบริเวณเกือบครึ่งหนึ่งของภาคกลาง เสี่ยงที่รัฐบาลจีนจะจำกัดการส่งออก เนื่องจากในปัญหาราคาอาหารได้กลายเป็นวาระแห่งชาติแล้ว หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อทะลุหลัก 5%
ด้วยความที่ราคาข้าวไทยสูงขึ้น บวกกับปัญหาการผลิตในประเทศทางเลือกอื่นๆ ทำให้ลูกค้าต้องหันไปพึ่งพาข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก แต่ก็ใช่ว่าเวียดนามจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ในช่วงปักษ์แรกของปีนี้ ยอดส่งออกข้าวอยู่ที่ 3.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5% นอกจากนี้รัฐบาลยังปรับคาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวในปีนี้ จากเดิมที่ 6 ล้านตัน มาอยู่ที่ 7 ล้านตันในปีนี้ หลังจากได้การทำนาช่วงนาปรังได้ผลดีเกินคาด
นี่อาจนับเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค ในกรณีที่ราคาข้าวในตลาดติดกระแสลมบน หรืออย่างน้อยหากราคาแพงขึ้นตามคาด เวียดนามยังมีข้าวเพียงพอที่จะเลี้ยงชาวโลก ไม่เหมือนกับเมื่อ 4 ปีก่อนที่ต้องชะลอการส่งออกเนื่องจากภัยธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน หากย้อนกลับไปดูประวัติของเวียดนามเกี่ยวกับการคาดการณ์ปริมาณการผลิตและส่งออกข้าว จะพบว่าผันแปรไปตามสภาพอากาศของปีนั้นๆ ค่อนข้างมาก และในแต่ละปีสภาพอากาศที่เลวร้ายอาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน จนทำให้เวียดนามต้องปรับตัวเลขส่งออกลง หรือกระทั่งชะลอการส่งออกยังเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ตัวอย่างเช่น ทั้งปี 2552 ปริมาณส่งออกข้าวของเวียดนามทรุดลงถึง 25.4% เนื่องจากสภาพอากาศวิปริต ต่อมาในปี 2553 เพิ่มขึ้น 15.4% เมื่อเดือน ธ.ค.ปีเดียวกัน มีการปรับลดแนวโน้มในปี 2554 ถึง 2 ครั้งในช่วงไม่ถึงเดือน ครั้งแรกปรับเพิ่ม ส่วนครั้งต่อมาปรับลด ครั้นย่างเข้าปีนี้เวียดนามปรับเพิ่มคาดการณ์ส่งออกถึง 25% แต่ไปๆ มาๆ ย่างเข้ากลางปีกลับทำได้แค่ 5%
เมื่อเข้าฤดูมรสุมอย่างเต็มตัว และเกิดพายุรุนแรงหลายครั้งติดต่อกัน จนอุทกภัยและวาตภัยทำลายล้างแหล่งปลูกข้าว ไม่แน่ว่าเวียดนามอาจพึ่งพาไม่ได้เหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
จึงไม่น่าแปลกใจที่ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือน พ.ค. ประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย จะหารือและร้องขอกับนายกรัฐมนตรีเวียดนามกระตุ้นผลผลิตข้าว และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร
ท่าทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพึ่งพาเวียดนามในฐานะผู้ส่งออกข้าวราคาถูกแทนที่ไทย แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความกังวลของลูกค้า ที่มองว่าในระยะหลังผลผลิตของเวียดนามมักไม่สม่ำเสมอ เพราะภัยธรรมชาติเริ่มคาดเดาได้ยากขึ้น
ปฏิกิริยาของสื่อต่างประเทศต่อนโยบายข้าวของว่าที่รัฐบาลใหม่ของไทย สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า แม้ผลผลิตข้าวในไทยจะสม่ำเสมอ แต่ไทยมีแนวโน้มด้านราคาที่สูงขึ้นราคาข้าวกลายเป็นวาระทางการเมืองมากขึ้น ในยุคที่เกษตรกรกลายเป็นแหล่งคะแนนเสียงที่สำคัญและเรียกร้องจากนักการเมืองมากขึ้น
นัยหนึ่งย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ราคาข้าวดีๆ และสมเหตุสมผล เป็นผลดีต่อเกษตรกรที่ถูกกดขี่เรื่องราคาผลผลิตมานาน แต่นัยหนึ่งราคาที่ดีของเกษตรกร ก็นับเป็นภาระของชาวโลกที่พึ่งพาไทยเป็นหลักในเรื่องปากท้องเช่นกัน







