
สิทธิการตายตามธรรมชาติ
ระหว่างการหาเสียงเพื่อช่วงชิงอำนาจบริหารประเทศ มีข่าวเล็กๆ
ระหว่างการหาเสียงเพื่อช่วงชิงอำนาจบริหารประเทศ มีข่าวเล็กๆ
โดย..สมผล ตระกูลรุ่ง
อยู่ข่าวหนึ่งที่น่าสนใจ คือข่าวที่แพทยสภาจะประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะฟ้องศาลปกครองเพื่อยกเลิกกฎกระทรวงว่าด้วยการแสดงความจำนงไม่ประสงค์รับบริการเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย
ประเด็นนี้ แพทย์ตื่นตัวกันมากเมื่อกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ โดยหลักการอยู่ที่มาตรา 12
“มาตรา 12 บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรค 1 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรค 1 แล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”
กฎหมายฉบับนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งมีหลักการชัดเจน แต่ดูเหมือนแพทย์บางส่วนจะไม่ได้ให้ความสนใจ ทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายที่มีผลโดยตรงกับวิชาชีพ แต่พอกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ ก็ออกมาโวยวายว่าไม่ได้รับทราบรายละเอียดจากแพทยสภา
แพทย์บางท่านโจมตีไปถึงการออกกฎหมายว่าเป็นการร่างโดยแพทย์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่รักษาคนไข้ร่วมกับนักกฎหมาย ผลักดันให้ออกกฎหมายฉบับนี้ และกล่าวหาแพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรของแพทย์เองว่าไม่ให้ข้อมูลข่าวสารวิธีการปฏิบัติ
แต่ไม่ได้ชี้แจงว่า หลักการของกฎหมายฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร แพทย์เหล่านี้ห่วงแต่ประโยชน์ส่วนตน กลัวว่าจะต้องเป็นผู้วินิจฉัย กลัวว่าจะถูกฟ้อง
เท่าที่ติดตามเหตุผลของแพทย์ที่ยังไม่เห็นด้วย พอจะจับประเด็นได้ดังนี้
แพทย์บางท่านเห็นว่า การทำตามหนังสือแสดงเจตจำนงไม่รับการรักษา ไม่ต่างจากการุณยฆาต (Mercy Killing) โดยยกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรค 4 ที่กล่าวว่า “การกระทำ ให้ความหมายรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย”
การทำตามหนังสือแสดงเจตจำนงไม่รับการรักษา จะเป็นการงดเว้นกระทำการได้อย่างไร เพราะการงดเว้น ต้องงดเว้น “การที่จักต้องกระทำ” ถ้าไม่ใช่การที่จะต้องกระทำ ก็ไม่เป็นความผิด แพทย์ไม่มีหน้าที่ต้องรักษาคนป่วยทุกคน คนป่วยมีสิทธิในชีวิตร่างกายของตนเอง หากเขาไม่ยินยอมให้แพทย์รักษา แพทย์จะเอายาไปฉีดให้เขาไม่ได้ การที่เขาแสดงเจตจำนงไม่รับการรักษา แพทย์จึงไม่มี “การที่จักต้องกระทำ” จึงไม่เป็นเจตนาโดยการงดเว้นการปฏิบัติ
สิ่งที่แพทย์ควรจะต้องสำนึกและนำมาถกเถียงกันในประเด็น “งดเว้นการที่จักต้องกระทำ” คือ คนไข้ที่ไม่มีเงินมาขอให้รักษา แล้วแพทย์ไม่รักษาให้ เพราะเป็นแพทย์ธุรกิจ เป็นพาณิชยแพทย์ แล้วปล่อยให้ผู้ป่วยนอนตายไปต่อหน้าต่อตา เพียงเพราะไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล กรณีอย่างนี้แพทย์น่าจะหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันให้สังคมเห็นว่า แพทย์ควรจะทำอย่างไร ควรยึดมั่นในจรรยาบรรณหรือจะยึดมั่นในธุรกิจ การงดเว้นดังกล่าว จะเป็นกระทำการอันจะถือเป็นเจตนาโดยงดเว้นกระทำการหรือไม่
หรือจะปฏิเสธนะครับว่า กรณีอย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการแพทย์
การไม่รักษาตามเจตนาของผู้ป่วย แตกต่างจากการุณยฆาต ซึ่งผมเห็นด้วยว่า การุณยฆาตคือการฆ่าคนตาย ไม่ว่าจะเป็นการปลดสายออกซิเจน หรือการให้ยาเพื่อให้ตายอย่างสงบ การปฏิเสธการรักษา ไม่มีทางที่จะเป็นการุณยฆาตได้เลย เพราะผู้ป่วยไม่ให้ปั๊มหัวใจ ไม่ให้เจาะคอ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นการอันปกติ การปั๊มหัวใจก็ดี การเจาะคอให้หายใจได้ก็ดี ล้วนเป็นการอันฝืนต่อธรรมชาติ ฝืนต่อความปกติของมนุษย์
แพทย์บางท่านคัดค้านอ้างว่า การที่ให้แพทย์เป็นผู้ชี้ว่า ผู้ป่วยอยู่ใน “วาระสุดท้ายของชีวิต” เป็นการโยนภาระให้แพทย์ผู้เดียวเป็นผู้ใช้ดุลพินิจ ท่านกลัวจะถูกฟ้อง หากญาติไม่เห็นด้วย
ข้ออ้างดังกล่าว เป็นการหาเหตุผลมาอ้างให้ดูดีเท่านั้น ทุกวันนี้ใครเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องการรักษา ใครให้ความเห็นว่า การรักษาควรจะเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้บอกกับคนป่วยหรือญาติคนป่วย (ที่ไม่มีเงิน) ว่า ให้ทำใจแล้วพาคนไข้กลับบ้าน หน้าที่ดังกล่าวถ้าไม่ให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยแล้ว จะให้ช่างซ่อมวิทยุหรือภารโรงเป็นผู้วินิจฉัยหรือ แล้วการไม่รักษาต่ออย่างนี้ จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหรือไม่
สภาวะผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ญาติๆ เองก็ทำใจได้ ไม่อยากทรมานผู้ป่วย ส่วนตัวผู้ป่วยที่นอนรอวันตายเอง ก็คงไม่อยากมีชีวิตเป็นเหมือนตุ๊กตา ที่ญาติๆ จะโผล่หน้ามาเยี่ยมตอนเช้าเย็น แล้วก็กลับ ชีวิตที่ไม่ต่างจากตุ๊กตาที่มีเพียงลมหายใจ วาระสุดท้ายแห่งชีวิต เป็นข้อเท็จจริงที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตา ญาติๆ ของคนไข้ยอมรับได้อยู่แล้ว
อีกเหตุผลหนึ่งที่แพทย์บางท่านยกขึ้นอ้างคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าหนังสือแสดงเจตนาจำนงเป็นของจริง และเป็นฉบับสุดท้ายหรือไม่
คุณแพทย์ท่านนี้ มองอะไรแคบไปหรือเปล่า คนไข้ที่มาคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องมาคอยดูแลเลยจะมีกี่คน ถึงจะมาคนเดียวแล้วยื่นหนังสือแสดงเจตนาจำนงให้ ยังจะมีข้อสงสัยอีกหรือว่าจะปลอมหรือไม่ หากมีญาติมาด้วย คุณแพทย์ทั้งหลายท่านก็ให้ญาติเซนต์เอกสารมากมายก่อนการรักษาอยู่แล้ว
แม้หากญาติจะนำหนังสือแสดงเจตจำนงปลอมมาให้ คุณแพทย์ก็ไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนา คนที่ผิดคือญาติที่นำเอกสารปลอมมามอบให้
แพทย์ทั้งหลายที่ออกมาคัดค้าน คงต้องบอกตัวเองก่อนว่า ท่านออกมาคัดค้านด้วยจรรยาบรรณของแพทย์ หรือค้านเพราะกลัวถูกฟ้อง หรือค้านเพราะขัดกับนโยบายพาณิชยแพทย์
สังคมไทยทุกวันนี้เดินตามก้นอเมริกาในทุกเรื่อง แม้เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ที่คนไทยเราน่าจะรักษาไว้ แต่เรากลับไปยึดวัตถุนิยมตามอเมริกา ประกอบวิชาชีพแพทย์เพื่อเงิน ซึ่งผลสะท้อนก็จะกลับมาที่ตัวแพทย์เอง เพราะเมื่อผู้รับบริการจ่ายค่าบริการแพงแสนแพง ก็ต้องหวังบริการมาก เขาย่อมต้องคาดหวัง ที่จะได้รับบริการเหนือกว่าคนทั่วไป
การฟ้องร้องแพทย์จึงเกิดขึ้นมาก เพราะแพทย์ส่วนหนึ่งรักษาคนไข้แบบพาณิชยแพทย์







