
โหวตโน คะแนนที่เสียเปล่า
ประเด็น “โหวตโน” ถือเป็นการใช้สิทธิที่ประชาชนพึงมีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประเด็น “โหวตโน” ถือเป็นการใช้สิทธิที่ประชาชนพึงมีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ประเด็น “โหวตโน” ถือเป็นการใช้สิทธิที่ประชาชนพึงมีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีแม้ “ผู้สมัคร” หรือ “พรรคการเมือง” ใดตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ และล้วนเป็นเสือ สิงห์ กระทิง แรด จนเกิดเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เปรียบเทียบการเมืองไทยว่า “การเมืองน้ำเน่า” เหตุผลดังกล่าวทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รณรงค์ให้ทั่วประเทศไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยกากบาท X ในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน
แม้จุดประสงค์ของ พธม. จะมองว่าไม่มีผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใดเหมาะสมที่จะได้เข้าไปนั่งในสภา จึงได้หยิบยกบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 มาตรา 88 และมาตรา 89 ที่ พธม. อ้างว่ามีความเกี่ยวพันกัน 2 มาตรา ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้
มาตรา 88 บัญญัติว่า ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงคนเดียว ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ในกรณีที่ผู้สมัครได้รับคะแนนเลือกตั้งน้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น หรือไม่มากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศให้มีการรับสมัครเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นอีกครั้ง
ทั้งนี้ การจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ถ้าผู้สมัครมีคนเดียวและได้คะแนนเลือกตั้งน้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นอีก หรือได้ไม่มากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ให้ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งเช่นเดิม
ส่วนมาตรา 89 บังคับใช้ภายใต้มาตรา 88ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง แต่ในเขตเลือกตั้งที่มีการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตได้มากกว่า 1 คน ซึ่งในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้ใช้วิธีการจับสลาก ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตามวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษก พธม. ยืนกรานว่า การกากบาทลงในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน มีผลต่อทางกฎหมายทางนิตินัย ซึ่งบทบัญญัติไว้ในมาตรา 93 วรรคท้าย ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งวรรคที่ 7 บอกว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมีจำนวน สส.ไม่ถึง 500 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 95% ของจำนวน สส.ทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร และต้องดำเนินการให้มี สส.ครบตามจำนวนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญภายใน 180 วัน และให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่าที่จะมีอายุของ สส.ที่เหลืออยู่
ดังนั้น ถ้ามีจำนวน สส.ไม่ครบ 95% เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ซึ่งถ้ามีคะแนนโหวตโนที่ชนะเขตเลือกตั้งให้ถึง 26 เขตทั่วประเทศให้ได้นั้น ก็จะไม่มีการเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ การประชุมสภาก็จะไม่เกิดขึ้น เพื่อสร้างอำนาจต่อรองจากภาคประชาชน และจะกำหนดกฎเกณฑ์ต่อไปในอนาคต
อย่างไรก็ตาม พธม.มองไปในมาตรา 89 ภายใต้การบังคับของมาตรา 88 นั้น หมายความว่า ผู้สมัคร สส.แม้ว่าจะได้รับคะแนนชนะคู่แข่งก็ตาม แต่ถ้ามีคะแนนน้อยกว่าจำนวนโหวตโน ก็ถือว่าไม่ได้เป็น สส. เพราะมีคำว่า “ภายใต้การบังคับใช้ในมาตรา 88” ย่อมหมายถึงให้กลับไปใช้การบังคับกับผู้สมัครคนเดียว คือ ต้องชนะคะแนนเกิน 20% และต้องชนะจำนวนโหวตโนให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ กกต.เองไม่มีอำนาจวินิจฉัย เพราะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้งในการตัดสิน
ดังนั้น ปมปัญหาอยู่ที่ผลของโหวตโนหากมีจำนวนมากกว่าคะแนนที่ผู้สมัครได้ ก็จะทำให้ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ จนทำให้การเปิดประชุมสภาต้องล่าช้าออกไป หรือกระทั่งการตีความในส่วนของมาตรา 89 ผู้สมัคร สส.จะมีโอกาสชนะจำนวนโหวตโนได้หรือไม่
คำตอบจาก สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ยืนยันว่า มาตรา 89 ที่บัญญัติให้ใช้ภายใต้ข้อบังคับมาตรา 88 นั้น เป็นการเชื่อมโยงให้เข้าตามลำดับของมาตรา ซึ่งไม่สามารถนำมาตีความใช้ร่วมกันได้ เพราะจะทำให้เกิดความสับสน
ทั้งนี้ มาตรา 88 ถือเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะใช้เมื่อในเขตเลือกตั้งมีผู้สมัคร สส.เพียงคนเดียว โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ต้องได้คะแนนเกินกว่า 20% และต้องมากกว่าคะแนนโหวตโน เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ละพรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงแข่งขันครบทุกเขต จึงเข้ามาตราเดียว คือ มาตรา 89 ซึ่งผลจำนวนโหวตโนจะไม่มีผลทางกฎหมาย จึงไม่ต้องพิจารณามาตรา 88
“ต้องถามย้อนกลับว่า การรณรงค์ไม่ให้เราเลือกนักการเมืองใดเลยนั้น จุดประสงค์เพื่ออะไร แล้วใครจะทำหน้าที่ต่อไปในการบริหารประเทศ ถ้านักการเมืองเป็นคนที่น่ารังเกียจ แล้วคนที่จะเข้ามาต้องไม่ใช่นักการเมือง ประเทศเราจะเป็นอย่างไร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ประเทศพม่าคือรัฐบาลทหาร เราต้องการแบบนั้นหรือ” สดศรี กล่าว
ส่วนการที่ศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้ง จะมีหน้าที่ก็ต่อเมื่อการเลือกตั้งที่จัดขึ้นมีการทุจริต และการได้ใบเหลืองและใบแดงมาหลังจากที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้วเท่านั้น จึงยืนยันได้เลย แม้ว่า กกต.จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่หลายครั้ง ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.
เช่นเดียวกับ วิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต. ที่ออกมาระบุภายหลังการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่มีการพูดกันในสังคมว่าหากคะแนนของผู้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนมีมากกว่าคะแนนของผู้ได้รับเลือกเป็น สส. แล้วจะทำให้ผลการเลือกตั้งเขตนั้นเป็นโมฆะนั้น ทาง กกต.ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิด
“เรื่องนี้ไม่ได้โต้ตอบใคร แต่ กกต.ต้องพูดข้อเท็จจริงให้ฟัง” วิสุทธิ์ กล่าว
วิสุทธิ์ ชี้แจงอีกว่า ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. มาตรา 88–89 ระบุเงื่อนไขว่า กรณีเขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครเพียง 1 คน หากผลการเลือกตั้งคะแนนของผู้สมัครนั้นมีไม่ถึง 20% หรือมีน้อยกว่าคะแนนของผู้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากผลออกมาทำนองเดียวกันถึง 2 ครั้ง ครั้งที่ 3 ก็ให้ประกาศชื่อผู้สมัครผู้นั้นเป็น สส.ได้เลย
“แต่ข้อเท็จจริงในขณะนี้ไม่มีเขตเลือกตั้งใดเลยที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว และเมื่อลงสมัครแล้วกฎหมายก็ห้ามถอนตัว ดังนั้นนอกจากจะมีเหตุอื่นที่นอกความคาดหมายจนวันเลือกตั้งมีเขตที่เหลือผู้สมัครคนเดียวแล้ว กรณีตามมาตรา 88–89 จึงไม่มีผล หรือจะโหวตโนให้มากกว่าคะแนนของผู้ได้รับเลือกตั้งก็ไม่เกิดผลให้โมฆะอย่างที่เข้าใจ” วิสุทธิ์ กล่าว
ด้านนักวิชาการด้านสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เจษฎ์ โทณะวณิก อธิบายว่า ในมาตรา 89 ไม่ได้ถูกตีความว่าผู้สมัคร สส.จะต้องชนะคะแนนโหวตโนอย่างเดียว หากในเขตเลือกตั้งนั้นมีจำนวนผู้สมัครมากกว่า 1 คน แม้จะได้เพียง 5% ก็ต้องได้มาเป็น สส. แต่ในมาตรา 88 ระบุไว้ชัดเจนว่า หากผู้สมัคร สส. ไม่สามารถมีคะแนนจำนวนมากกว่า 20% หรือมากกว่าคะแนนโหวตโน ทาง กกต.ก็จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่การที่ พธม.สนับสนุนให้โหวตโน เพื่อไม่ให้สามารถเปิดประชุมสภาได้ ดังนั้นจุดมุ่งหมายคือก่อกวน ซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ เป็นเพียงการกระทำที่รู้อยู่แล้วว่าต้องการตัดคะแนนออกจากพรรคการเมืองใหญ่
ทว่า โหวตโนนอกจากเป็นการบ่งบอกขุมกำลังของ พธม.เองแล้ว ยังเป็นกลวิธีเพื่อทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง แต่ในขณะที่ กกต.ฟันธงว่า การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุมตามกรอบเวลา และไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเข้าข่ายตามมาตรา 88 ที่ทำให้บานปลายจนไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ แต่ท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ จะเป็นคำตอบชัดเจนที่ถูกเฉลยให้ประชาชนทุกคนเห็นเป็นที่ประจักษ์







