
จองโควตากระทรวง ชทพ.ชิงจังหวะต่อรอง
เหลือเวลาอีก 5 วันก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ถือว่าไม่ใช่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง
เหลือเวลาอีก 5 วันก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ถือว่าไม่ใช่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เหลือเวลาอีก 5 วันก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง ถือว่าไม่ใช่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง แต่เป็นระยะ 50 เมตรสุดท้าย พรรคการเมืองไหนมีอะไรต้องใส่กันอย่างเต็มที่ เพราะพลาดตอนนี้ต้องอีกหลายปีกว่าจะเลือกตั้งกันใหม่ ซึ่งดูแล้วไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้านอย่างแน่นอน
นอกเหนือไปจากบรรยากาศการหาเสียงที่เข้มข้นของสองพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “ประชาธิปัตย์เพื่อไทย” ปรากฏว่าท่าทีของพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กก็มีความน่าสนใจเช่นกัน เพราะถือเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลหลังวันที่ 3 ก.ค. เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ยากต่อการเกิดแลนด์สไลด์ ประหนึ่งว่าถ้าไปร่วมกับขั้วไหนขั้วนั้นได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อลองสำรวจท่าทีของพรรคเอสเอ็มอีแล้วต่างอยู่ในอาการสงบนิ่งไม่ออกอาการสนับสนุนขั้วใดขั้วหนึ่งมากนัก เพราะไม่ต้องการสร้างภาระให้กับผู้สมัครในพื้นที่ โดยเฉพาะการประกาศเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเพื่อไทย ไม่งั้นผู้สมัครของพรรคเจอกับการกดดันของมวลชนคนเสื้อแดงแน่นอน แต่ด้านหนึ่งมีความน่าสนใจออกมาจาก “พรรคชาติไทยพัฒนา” (ชทพ.) ในการส่งสัญญาณทางการเมืองผ่านการหาเสียงในระยะหลังที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับพรรคเอสเอ็มอีพรรคอื่นๆ อย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญของพรรคชาติไทยพัฒนาที่แสดงออกมาหลายครั้ง คือ “โควตากระทรวง” จับสังเกตการส่งสัญญาณลักษณะนี้ได้ครั้งแรกในการหาเสียงที่ จ.สุพรรณบุรี โดย ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ประกาศต่อผู้มาฟังการปราศรัยชาวสุพรรณบุรีว่า พรรคจะขอดูแล “กระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” หลังการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาผลผลิตการเกษตรให้กับประชาชนอย่างครบวงจรทั้งในด้านการผลิตและด้านราคา
การเอ่ยถึงการขอโควตาสองกระทรวงนี้ได้กลายเป็นวาทกรรมหลักของพรรคชาติไทยพัฒนาในช่วงการหาเสียงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะไปหาเสียงในภาคอีสาน กลาง เหนือ ก็จะเน้นวาทกรรมนี้อยู่บ่อยครั้ง จนมาในช่วงโค้งสุดท้าย จนกลายเป็นที่จับตามองว่าพรรคชาติไทยพัฒนากำลังเดินเกมการเมืองอะไรอยู่
“มีคนถามผมว่า หลังเลือกตั้งจะผสมพันธุ์กันอย่างไร ซึ่งตามกติกาแล้ว ถ้าพรรคไหนได้อันดับ 1 จะต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน คือต้องเป็นพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุด แต่ถ้าจัดไม่ได้ก็ค่อยให้พรรคที่ 2 เขาจัด เราก็ต้องมาดูว่านโยบายมันไปด้วยกันได้หรือไม่ ถึงจะไปร่วมจัดกับเขา และพรรคนั้นต้องยอมรับนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนาได้ เราจะยอมร่วมรัฐบาลด้วย และพรรคชาติไทยพัฒนาก็จะขอกระทรวงเกษตรฯ ถ้าไม่ให้ก็ไม่ร่วม”
เป็นท่าทีที่ประกาศออกมาชัดเจนระหว่างการหาเสียงที่ชัยภูมิเมื่อวันที่ 22มิ.ย.ที่ผ่านมา ถึงขั้นบอกว่า ถ้าไม่ให้ไม่เข้าร่วมรัฐบาล เป็นความชัดเจน ซึ่งพรรคพยายามจะสงวนท่าทีมาตลอดระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งทางการเมืองกับขั้วใดขั้วหนึ่ง และที่สำคัญยังเป็นการแหวกม่านประเพณีของพรรคด้วย เนื่องจากการคุยเรื่องโควตากระทรวงจะเปิดโต๊ะเจรจาหลังการเลือกตั้ง
การออกมาประกาศขอตีตราจองกระทรวงของพรรคชาติไทยพัฒนาจึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกเหนือไปจากการสร้างอำนาจต่อรองล่วงหน้า เป็นการชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคตัวเองก่อน ประหนึ่งว่าเมื่อยื่นข้อเสนอนี้ไปแล้ว เมื่อพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณเป็นการสนองความต้องการเข้ามา พรรคชาติไทยพัฒนาก็พร้อมจะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลด้วยล่วงหน้าโดยไม่ต้องเสียเวลาคุยกันนาน
ให้เท่านี้ทุกอย่างก็จบ!
ความจำเป็นที่ต้องเสนอเงื่อนไขเข้าไปก่อนด้านหนึ่งมาจากความถดถอยของพรรคเอง หลังจากมีการประเมินกันภายในคณะกรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคที่มี บรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธาน ได้ข้อสรุปว่า เก้าอี้ สส.ของพรรคสูงสุดเต็มที่คงอยู่ระหว่าง 25-30 ที่นั่ง นั่นหมายความว่าถ้าเอาจำนวนเก้าอี้มาแปรเป็นโควตากระทรวงคงได้ไม่มากนัก เป็นเหตุผลสำคัญที่พรรคต้องส่งสัญญาณแสดงถึงอำนาจต่อรองไว้ก่อนเพื่อโควตาของพรรคเอาไว้
ในทางกลับกัน ถ้าไปรอให้ผลการเลือกตั้งออกมาก่อน และผลออกมาเป็นไปตามตัวเลขที่มีการประเมิน ย่อมส่งผลให้อำนาจต่อรองลดน้อยลงไปด้วย จึงเลือกขอกระโดดรถไฟร่วมรัฐบาลก่อนโดยที่ยังไม่รู้ว่า“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หรือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ใครจะเป็นคนขับ
เพราะฉะนั้น อย่าได้แปลกใจถ้าพรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นพรรคการเมืองในบรรดาพรรคขนาดกลางและเล็กที่ออกอาการมากกว่าใครเพื่อนในช่วงนี้







