
ดีเบต 6 พรรค ชูปรองดอง-ขายประชานิยม
การดีเบต ประชันวิสัยทัศน์ นโยบายชี้ชะตาประเทศไทย ของ 6 พรรคการเมือง ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม
การดีเบต ประชันวิสัยทัศน์ นโยบายชี้ชะตาประเทศไทย ของ 6 พรรคการเมือง ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.นั้น ทุกพรรคมุ่งพูดถึงนโยบายประชานิยมเป็นหลัก ในขณะที่จุดยืนทางการเมืองเรื่องปรองดองและนิรโทษกรรมนั้น 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ประกาศจะไม่นิรโทษ ขณะที่เพื่อไทยก็อ้างว่าไม่เคยพูด
ทั้งนี้ ในการดีเบตมีการตั้งคำถาม 5 ข้อ คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านความมั่นคง และด้านการเมือง
ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายในการแก้ปัญหาการปรองดองนั้น พรรคมีจุดยืนคือต้องแก้ไขไม่แก้แค้น ส่วนขั้นตอนการปรองดองนั้นต้องยอมรับนำเอามติของบุคคลที่อยู่ภายนอกเสนอมา ที่เป็นคณะกรรมการกลาง แต่อย่างแรกทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมนั้นยืนยันว่าพรรคไม่เคยพูด
สำหรับนโยบายสำคัญอื่นๆ อาทิ การแก้ไขด้วยบัตรสินเชื่อเพื่อการเกษตร ที่สามารถนำบัตรไปซื้อปัจจัยการผลิตโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งระบบดังกล่าวได้ประโยชน์ต่อเกษตรกรมากกว่า ส่วนหนี้เกษตรกรไม่เกินรายละ 5 แสนบาท จะพักชำระ 3 ปี โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ย พร้อมปรับโครงสร้างดอกเบี้ย ส่วนการปราบปรามยาเสพติด พรรคจะทำให้ประชาชนและเยาวชนรู้สึกเกลียด รวมถึงตั้งโครงการตาสับปะรด เช่น มีผู้นำหมู่บ้านช่วยเอกซเรย์พื้นที่ทั้งหมดเพื่อปราบอย่างจริงจัง รวมถึงปิดกั้นไม่ให้เข้ามาในประเทศได้ อย่างที่พรรคไทยรักไทยเคยทำสำเร็จ
สำหรับด้านความมั่นคง พม่า ลาว มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาช้านาน ทั้งค้าขายและการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เขมร ไทย ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง แค่ใช้การเจรจาเท่านั้น ทำให้ดีกันได้ โดยไม่เสียอธิปไตย ประเทศมาเลเซีย 3 จังหวัดชายแดนใต้มีลักษณะพิเศษที่ กทม. พัทยา มีไปแล้ว ซึ่งพรรคจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีให้มีความสงบ ความเจริญก้าวหน้าจะกลับมาสู่ประเทศ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่เรื่องความปรองดองจะต้องไม่มีส่วนได้เสีย ต้องไม่ได้ประโยชน์จากข้อเสนอต่างๆ ที่จัดทำขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขต่างๆ และหากพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็จะเริ่มดำเนินการแผนที่บรรดานักวิชาการ หรือคณะกรรมการองค์การอิสระต่างๆ เสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม โครงสร้างอำนาจ การมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านั้นจะไปนำไปสู่ความปรองดอง
“บังเอิญที่ได้ยินจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า เรื่องนิรโทษกรรมไม่ใช่นโยบาย แต่บังเอิญมีการพูดไปแล้ว โดยสมาชิกของพรรค ผมก็ไม่ทราบว่า ที่พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายต่างๆ ออกไปนั้น เป็นนโยบายของท่านหรือไม่ แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ ‘ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ’ ผมไม่เห็นด้วย และจะไม่ผลักดันเรื่องนิรโทษกรรม รวมทั้งคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านให้กับคุณทักษิณ” อภิสิทธิ์ กล่าว
ด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พรรคจะเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการประกันรายได้เกษตรกร เพราะช่วยเกษตรกรสามารถปลดหนี้ได้ ส่วนการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้มีโอกาสได้คุยกับเยาวชน เห็นว่าต้องทำครบวงจร อาทิ สกัดกั้น ปราบปราม บำบัด ที่ผ่านมาไม่มีพรรคใดสามารถแก้ไขปัญหาในระยะสั้นได้ และที่เคยทำมาก็ตายไปแล้วกว่า 2,000 คน
ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมือง และจะทำทุกอย่างให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสันติ สามัคคี โดยยึดการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข สามารถทำให้เกิดปรองดองได้ แต่จะไม่ร่วมปรองดองกับผู้มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น
ขณะเดียวกัน พรรคจะเน้นในเรื่องการแก้ปัญหาหนี้กองทุนหมู่บ้าน หากได้เป็นรัฐบาลก็ไม่ต้องใช้หนี้ เมื่อไม่เป็นหนี้ก็สามารถพาชาติเดินหน้าไปได้ ขณะที่เรื่องปัญหาสินค้าแพง ค่าครองชีพสูง พรรคก็จะลดภาษีลง 2% ทำให้สินค้าถูกลง และเงิน 1.5 แสนล้านบาท ก็จะกลับเข้ากระเป๋าประชาชน
กรพจน์ อัศวินวิจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า นโยบายด้านสินค้าเกษตร จะสามารถทำได้ทั้งในลักษณะประกันราคาและจำนำ นโยบายด้านการศึกษาจะสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ สำหรับอีก 2 ภาษา คือ ไอทีและการค้า ส่วนความมั่นคง พรรคจะยึดที่เคยทำไปแล้วด้วยการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า เพราะไทยจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ดังนั้นต้องทำ 2 นโยบายดังกล่าวควบคู่กันไป
ปิยะพันธ์ จัมปาสุต ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคมีนโยบายชัดเจนเรื่องปรองดอง และต้องทำทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล ส่วนปัญหาราคาสินค้าที่มีราคาสูง พรรคมีนโยบาย 4 ประการ คือ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ควบคุมต้นทุน และการประกันรายได้
ขณะที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ กล่าวว่า การแก้ปัญหาการเมืองต้องมาสร้างความปรองดอง ปลูกจิตสำนึก และลดทิฐิเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ
สำหรับยาเสพติดถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ดังนั้นเรื่องดังกล่าวต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะจะทำให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งปลูกฝังความคิดให้เป็นปัญหาภัยคุกคามชาติ และกำหนดมาตรการลงโทษเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เกิดความหวาดกลัว







