posttoday
หาเสียงล้างหนี้บัตร ของดีที่กระสุนด้าน

หาเสียงล้างหนี้บัตร ของดีที่กระสุนด้าน

23 มิถุนายน 2554

แม้จะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แต่กระทรวงการคลังยังฟิตไม่มีแผ่ว

แม้จะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แต่กระทรวงการคลังยังฟิตไม่มีแผ่ว

โดย...ทีมข่าวการเงิน

แม้จะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แต่กระทรวงการคลังยังฟิตไม่มีแผ่ว

ล่าสุดเตรียมเปิดตัวโครงการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นกระสุนนัดที่ 2 ที่วาดหวังว่าจะแก้ทั้งหนี้บัตรกดเงินสด และสินเชื่อบุคคลของธนาคารพาณิชย์

เป็นการต่อยอดจากโครงการแก้หนี้บัตรเครดิตซึ่งเป็นกระสุนนัดแรกที่เปิดตัวโครงการไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2554 แต่กระสุนยังด้าน ติดๆ ขัดๆ เหมือนกระสุนขัดลำ

กระสุนนัดที่สองที่งัดออกมาจึงหวังว่าจะเอาใจพวกที่ชอบใช้จ่ายผ่านบัตรพลาสติกอีกทอดหนึ่ง

อย่าประมาทโครงการแบบนี้เด็ดขาด เพราะว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ฐานเสียงที่ได้น่าจะมาจากกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตมีมากถึง 14 ล้านคน มียอดหนี้รวมกันกว่า 1.9 แสนล้านบาท

เป็นลูกหนี้ที่ดีอยู่ 12 ล้านคน

อีก 2 ล้านคน เป็นหนี้เสีย

คนส่วนใหญ่กว่า 9.5 ล้านราย เป็นลูกหนี้ที่มีภาระหนี้บัตรเครดิตอยู่ไม่เกินรายละ 3 แสนบาท คิดเป็นมูลหนี้รวมกัน 1.5 แสนล้านบาท

 

หาเสียงล้างหนี้บัตร ของดีที่กระสุนด้าน

พอดิบพอดีกับเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังสั่งให้ธนาคารรัฐเข้าไปรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้บัตรเครดิตที่มีหนี้ค้างไม่เกิน 3 แสนบาทต่อราย หรือต้องไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือนเป๊ะ!

แม้กระสุนนัดแรกจะด้าน เพราะรายงานความคืบหน้าของคณะทำงานเมื่อ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีลูกหนี้บัตรเครดิตสนใจเข้าโครงการน้อยกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก จากที่คาดว่าคนจะเฮโลสาระพามาขอรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยกันแบบทะลักทลาย

แต่เอาเข้าจริงมียอดคนมายื่นกู้รวมกันแค่ 1.01 หมื่นราย วงเงินกู้แค่ประมาณ 1,265 ล้านบาท แทบจะเรียกได้ว่า เฉามาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโครงการแล้ว ยิ่งเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่สองแทบจะไม่มีใครเข้ามายื่นขอสินเชื่อ

ส่งผลให้ขณะนี้มียอดการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 1,126 ราย วงเงินประมาณ 122 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนแค่ 10 ของคนที่มาขอสินเชื่อ

งานนี้ฟันธงได้เลยว่าเมื่อถึงวันที่ปิดโครงการในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ก็ยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่คาดว่าจะปล่อยกู้รวมกันได้ 1 หมื่นล้านบาท

โครงการแรกยังล้มลุกคลุกคลานทั้งที่ทำมาได้แค่ครึ่งเดือนกว่า แต่ดูเหมือนกระทรวงการคลังยังคันไม้คันมือไม่หาย เรียกผู้บริหารธนาคารรัฐทั้ง 3 แห่ง เข้ามาบีบให้ช่วยออกโครงการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคล เพื่อรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้บัตรกดเงินสด และสินเชื่อบุคคลที่กำลังระบาดหนักในกลุ่มนันแบงก์ และแบงก์พาณิชย์อีกชุด

คาดหวังกันแบบเบาะๆ ว่า จะมีลูกหนี้ทั้งกลุ่มที่เป็นมนุษย์เงินเดือน และคนระดับรากหญ้าประมาณ 4 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้รวมกันกว่า 2.4 แสนล้านบาทมาใช้บริการ

เตรียมเปิดตัวโครงการวันที่ 24 มิ.ย.นี้ และจะปิดในวันที่ 30 ก.ย.นี้

งานนี้จึงสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งวงการ เพราะการตั้งเป้ารับรีไฟแนนซ์หนี้บัตรกดเงินสดนั้น ไม่จำกัดวงแคบแค่นันแบงก์ เช่น อิออน เฟิสต์ช้อยส์เท่านั้น ธนาคารพาณิชย์ที่มีบัตรเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคล เช่น ซิตี้แบงก์ เรดดี้เครดิต, KTC CASH Revolve, สินเชื่อบุคคล เอ็กซ์ตร้าแคช บัตรกดเงินสด Extra Cash, UOB Cash Plus, TMB ready cash และ SCBT stanby cash ก็สะท้านสะเทือน

เพราะการกำหนดว่าจะเปิดรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ยอดหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท หรือไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน คิดดอกเบี้ย 14% หรือลดลงไปครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยที่ลูกค้าถูกคิดอยู่ที่ 28% นั้นทรงพลัง

ดอกเบี้ยที่ลดลงจาก 28% เหลือ 14% นั้นถือว่ามหาศาลสำหรับบรรดามนุษย์เงินเดือน

เพราะภาระจากดอกเบี้ยการกดเงินสดนั้นกินรายได้ไปจำนวนมาก

หากมีการเปิดรับโอนไปใช้สินเชื่อดอกเบี้ยแค่ 14% ใครไม่ไปก็แย่แล้ว

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินทั้ง 3 แห่งจะลงมือทำจริงแค่ไหน

เพราะตอนนี้แทบทุกคนตกอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก และเริ่มตีตัวออกห่างการเมือง ครั้นจะบอกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ควรที่จะออกโครงการใหม่ๆ ก็เกรงว่าจะไม่เหมาะ

หลายคนจึงเชื่อว่ากระสุนนัดใหม่ที่กำลังจะยิงออกมานี้ก็น่าจะล้มลุกคลุกคลานไม่แพ้กับโครงการแรก

เพราะสถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็จะยอมลดดอกเบี้ยเพื่อดึงลูกค้าที่ดีของตัวเองไว้เหมือนกับกรณีการยอมลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บัตรเครดิต ซึ่งสร้างความพอใจให้กับกระทรวงการคลังที่สามารถสร้างให้เกิดการแข่งขันในตลาดได้

แต่ถ้าให้เจาะลึกไปยังสาเหตุที่ลูกหนี้เหล่านี้ได้รับอนุมัติสินเชื่อน้อยกว่าที่คาด พบว่าไม่ใช่เพราะธนาคารเจ้าหนี้ยอมปรับโครงสร้างหนี้เพื่อมัดลูกหนี้พวกนี้ไว้กับแบงก์ได้ แต่ข้อเท็จจริงคือ ลูกหนี้พวกนี้เป็นที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวจริงๆ จึงทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อที่กำหนดให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการได้ต้องมีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท

ที่สำคัญการกำหนดว่ายอดหนี้ต้องไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน กลายเป็นตัวล็อกคอลูกหนี้ส่วนใหญ่

เพราะจากข้อมูลของลูกหนี้ที่มายื่นขอสินเชื่อบัตรเครดิตพบว่าส่วนใหญ่เป็นหนี้เกินกว่า 5 เท่าของเงินเดือนกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 24 หมื่นบาท

ถ้าคำนวณกลับไปที่ยอดหนี้ต้องไม่เกิน 5 เท่า ก็พบว่า คนกลุ่มนี้ต้องมีหนี้ไม่เกิน 1-2 แสนบาท แต่ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้กลายเป็นคนกลุ่มที่มีหนี้เกินทั้งสิ้น

บางรายมีหนี้สินมากกว่า 3 แสนบาท สูงกว่าที่กระทรวงการคลังกำหนด

จึงทำให้คนกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าโครงการของรัฐได้

ขณะที่คนที่มีรายได้สูงๆ เช่น 6-7 หมื่นบาทนั้น พบว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีปัญหาหนี้สินเหมือนกลุ่มแรก

นอกจากนี้ยังพบปัญหาอีกว่า ลูกหนี้แต่ละรายมีบัตรเครดิตมากรายละ 8-10 ใบ พอเอาหนี้มารวมกันแล้วมากกว่ายอดรับรีไฟแนนซ์ที่ 3 แสนบาทต่อราย โดยส่วนใหญ่ไม่ยอมให้หักบัตรเครดิตเก่า หรือยอมให้หักแต่ขอเก็บไว้ใช้ 1 ใบ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงกับธนาคารรัฐมาก

เพราะลูกหนี้ส่วนใหญ่มักเลือกใช้หนี้บัตรเครดิตก่อนใช้หนี้กับสถาบันการเงิน ยังไม่นับรวมปัญหาต่างๆ อีกมากมาย เช่น เรื่องการตรวจสอบที่มาของรายได้ โดยเฉพาะพวกที่ประกอบอาชีพอิสระ

ขณะที่ปัญหาของพวกลูกหนี้ที่กดบัตรเงินสด คือเอาบัตรไปรูดซื้อสินค้า เช่น ทีวี แล้วเอาทีวีไปจำนำเพื่อเอาเงินสดมาใช้อีกต่อหนึ่งก็เป็นไปได้

การแก้ปัญหาด้วยการลดภาระหนี้ให้คนกลุ่มนี้จึงถือว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เหมือนยิงปืนออกไปแล้วกระสุนด้าน พลาดเป้าและเสียเงินฟรี

ภาพที่เห็นในวันนี้คือ รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา เน้นทำโครงการเพื่อเร่งหาเสียง ทำให้หลายโครงการที่ออกมาล้มไม่เป็นท่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการประชาวิวัฒน์ หรือโครงการแก้หนี้บัตรเครดิต

ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ตามมารยาททางการเมืองแล้วไม่ควรที่จะออกโครงการใหม่ๆ น่าจะปล่อยให้รัฐบาลใหม่ได้เข้ามาวัดฝีมือบ้าง

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ