
บิ๊กหอยฝันตั้งดรีมทีมการเมือง
ถ้าพูดชื่อ “วนัสธนา สัจจกุล” หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อเท่าไรนัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อ “ธวัชชัย สัจจกุล” หรือบิ๊กหอย
ถ้าพูดชื่อ “วนัสธนา สัจจกุล” หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อเท่าไรนัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อ “ธวัชชัย สัจจกุล” หรือบิ๊กหอย
คงจะจำกันได้ดีในฐานะของอดีตผู้จัดการทีมชาติไทยยุค ดรีมทีม หรืออดีตนักการเมืองผู้คร่ำหวอด วันนี้เขากลับมาอีกครั้งในฐานะหัวหน้าพรรค “พลังคนกีฬา” เบอร์ 36
ที่ฮือฮากว่านั้นคือเขา ชูประเด็นนำ “ดร.ซุป” ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมประกาศว่าถ้าได้รับการเลือกตั้งจะขอร่วมรัฐบาลทันทีไม่ว่าฝ่ายไหน โดยจะขอเป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา
“ผมเบื่อ เพราะบทบาท สส.ในสภาไม่ได้มีเยอะ ทุกอย่างมันถูกกำกับมาจากพรรคหมดแล้ว วันนี้ประชาธิปไตยแบบไทย ถ้าไม่ใช่รัฐบาล จะเซ่อซ่าทำอะไรตามใจก็ไม่ได้อยู่แล้ว” บิ๊กหอย เกริ่นถึงเหตุที่ไม่ได้ไปเข้าร่วมงานกับสองพรรคใหญ่ที่เป็นคู่แข่งกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งที่เขายอมรับว่าคุ้นเคยกับคนในทั้งสองพรรค
อดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยเล่าให้ฟังถึงความฝันในการทำพรรคของเขาว่า เกิดจาก “ความอยาก” ในวัย 68 ปี ที่อยากจะพัฒนาวงการกีฬา เพราะเชื่อว่า “กีฬา” สามารถช่วยได้ทั้งความสามัคคี นิสัยใจคอ อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายสาธารณสุข สร้างเรื่องครอบครัวเข้มแข็ง เชื่อว่ากีฬา ที่สุดแล้วจะคุ้มในการลงทุน
“ถ้าเกิดเลือกตั้งแล้วผมได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คนจะเล่นกีฬาแบบบ้าคลั่ง ปัญหาอื่นๆ ทุกวันนี้ก็จะช่วยได้มาก”
สำหรับการชู “ศุภชัย” ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” หากเลือกพรรคพลังคนกีฬาเข้า บิ๊กหอย บอกว่า ไม่ได้มีแค่ ดร.ซุป แต่ยังมีชื่อของ “ประเสริฐ บุญสัมพันธ์” กรรมการผู้จัดการ ปตท. “บัณฑูร ล่ำซำ” แห่งธนาคารกสิกรไทย และ “ธนินท์ เจียรวนนท์” แห่งซีพี เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรีชุดของเขาด้วย
“คือผมคิดจากฐานที่ว่า หากหลังวันที่ 3 ก.ค. ไม่ว่าเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลนั้น ความขัดแย้งมันไม่จบแน่นอน ถ้าเพื่อไทยเป็นก็ต้องแก้แค้น ทหารก็จะไม่เอาด้วย ส่วนถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล คนเสื้อแดงก็ไม่เอาด้วยแน่นอน ฉะนั้นเราต้องการนายกรัฐมนตรีคนกลางและ ครม.ที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ ได้ทันที ซึ่งจากประสบการณ์ของ ดร.ศุภชัย และคณะทำงานเหล่านี้ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในเรื่องการแก้วิกฤต ความปรองดอง และเรื่องปัญหาเศรษฐกิจได้” บิ๊กหอย เฉลย
ส่วนจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อ ดร.ศุภชัย ไม่ได้เป็น สส.และผิดรัฐธรรมนูญนั้น“บิ๊กหอย” กล่าวว่า เรื่องนี้ได้โต้เถียงกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่บอกให้แก้เรื่องป้ายหาเสียง ไม่ให้มีข้อความ “ศุภชัย” เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเกรงประชาชนจะเข้าใจผิด อีกทั้งรัฐธรรมนูญระบุให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง
“ผมก็ได้อธิบายว่าเรื่อง ‘ศุภชัย’ มาเป็นนายกฯ ก็แก้ไม่ยาก ด้วยการให้ ‘ศุภชัย’ มาสมัครเป็นสมาชิก พรรคพลังคนกีฬา พร้อมกับนั่งทำงานเป็นรองนายกรัฐมนตรีสัก 2-3 เดือน แล้วก็ให้คนของพรรคลาออก เพื่อจะได้ให้ ‘ศุภชัย’ ลงเลือกตั้งเป็น สส. พอได้รับเลือกเป็น สส. ก็เลือกเขาเป็นนายกฯ ได้แล้ว”
อย่างไรก็ตาม กกต.ก็ไม่ยอม และเพื่อไม่ให้มีปัญหาจึงเขียนว่าให้ “ศุภชัย” เป็นรองนายกรัฐมนตรีแทน
ทั้งนี้ เมื่อถามว่าได้คุยกับศุภชัยบ้างหรือยัง บิ๊กหอย ส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า “ถ้าไปคุยกับเขาก่อน เขาก็คิดว่าไปขอเงินเขามาทำพรรคสิ”
“ไม่ได้คุยหรอก ผมจะเอาอะไรไปคุยกับเขา พรรคเราเท่าลูกเจี๊ยบ เวลาคุณตามข่าว แต่ตำแหน่งนายกฯ นั้นมันไม่ใช่ตำแหน่งที่ขี้ไก่นะ ผมไม่ได้ชวนเขามาเป็นสัปเหร่อซะหน่อย มันก็เหมือนกับรางวัลออสการ์ มีคนเขาเสนอคุณได้รางวัลนั้นคุณรู้ล่วงหน้าหรือไม่ ก็ไม่เห็นจะต้องไปบอกมันก่อนว่าผมจะให้ออสการ์คุณ แล้วคุณศุภชัยเขาก็เคยเป็นรองนายกฯ เคยบริหารในองค์กรระดับโลกมากมาย ถ้ามาเป็นเขาก็ทำได้ทันที” บิ๊กหอยแสดงความมั่นใจ
บิ๊กหอย กล่าวอีกว่า หากสิ่งที่เขาพูดข่ายหลอกลวงประชาชนนั้น ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะวันนี้มันเป็นแค่ขั้นตอนกฎหมายนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า จะขึ้นค่าจ้าง 300 บาท หรือขึ้นให้ 25% ทั้งที่ต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี ที่ประกอบไปด้วย ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล แต่กลับไม่มีใครบอกว่ายิ่งลักษณ์ อภิสิทธิ์โกหกประชาชนบ้างล่ะ
“วันข้างหน้าถ้าเกิดความวุ่นวายขึ้นมาจริง ผมมีความชอบธรรมที่จะพูดได้ดังขึ้น ผมเสนอแนวทาง หาทางออกให้คุณแล้ว ถ้าบ้านเมืองเกิดวิกฤตอย่างที่ผมคาดการณ์ไว้ ทุกคนจะคิดถึงผม” บิ๊กหอย เปรย
อย่างไรก็ตาม วันนี้ฝันของบิ๊กหอยก็เลือนลางเข้าทุกที เพราะ “พลังคนกีฬา”นั้น เป็นพรรคที่ไม่มีใครพูดถึง และไม่ปรากฏชื่อในโพลเลยแม้แต่โพลเดียว ซึ่งเขาก็ดูเหมือนว่าจะยอมรับในชะตากรรมดังกล่าวอยู่
การเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.ที่จะถึง พรรคพลังคนกีฬาของเขา ส่ง สส.ในระบบเขต 129 และส่งในระบบบัญชีรายชื่อ 93 คน ซึ่งเขาเองเป็นผู้ออกเงินค่าสมัครให้กับผู้สมัครทั้งหมด รวมไปถึงค่าโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์พรรคด้วย
“ผู้สมัครหลายๆ คนก็มาเอาเงินค่าสมัครที่ผม แล้วก็หนีหายไปบ้าง ทุกวันนี้โปสเตอร์ผมเลยเป็นโปสเตอร์ที่เล็กๆน่ารัก” บิ๊กหอยยิ้ม
บิ๊กหอย บอกอีกว่า ทุกวันนี้เขาเองไม่เดินหาเสียง เพราะร้อนและเหนื่อย ขณะที่โปสเตอร์รูปเขาและพรรคพลังคนกีฬา ก็ยังนำไปติดไม่ครบ เพราะรู้ดีว่ากระแสของพรรคเขาคงจะสู้กับกระแส “เปลี่ยนรัฐบาล” ตอนนี้ไม่ได้
“ผมยังคิดเลยว่าวันนี้ผมตกแน่ แม้จะส่งเยอะก็จริง และต้องมีคนเลือก 2.3 แสนคนเท่านั้น แฟนคลับผมจริงๆ ก็มีทั่วประเทศ แต่เขาคงไม่เลือกผม ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าวันนี้เมียผมจะเลือกผมหรือเปล่า (หัวเราะ) พอเข้ามาถึงจุดหนึ่ง ทุกวันนี้ผมก็สังเกตเห็นว่าปฏิกิริยาตอบรับไม่ได้เป็นไปทางบวกเท่าที่ควร โดยเฉพาะคนในระดับกลางล่าง อารมณ์เขาวันนี้เป็นอารมณ์เปลี่ยนรัฐบาลแรงมาก” บิ๊กหอยแสดงความคิดเห็น
อดีต สส.ของสองพรรคใหญ่บอกว่า นาทีนี้พรรคพลังคนกีฬาอาจจะเป็นแค่ไม้ประดับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด กระแสการเมืองวันนี้ มันเป็นกระแสของปากท้อง เพราะประชาชนจะตัดสินกระแสการเลือกตั้งครั้งนี้เลือกปากท้องเท่านั้น อาจจะมีเงื่อนไขรองเรื่องถิ่นนิยมเท่านั้นเอง ไม่มีเรื่องชายแดนกัมพูชา ไม่มีทั้งนั้น ปรองดองก็ไม่มี เพราะถือว่าหากสองพวกจะล่อกันก็ล่อกันไป
“วันนี้คนอาจจะมองว่า บิ๊กหอยเพี้ยน เลอะเทอะ หน่อมแน้ม ผมเป็นอย่างนี้มานานแล้ว บนเส้นของความสติไม่ค่อยเต็มกับเส้นของอัจฉริยะมันใกล้กันนิดเดียว ถ้าเกิดมันตรงกับสิ่งที่คุณพูดถึงคุณก็เป็นอัจฉริยะ ผมเข้าใจนะ แต่ผมก็ไม่เข็ดกับการเมืองหรอก เพราะชอบกีฬา และคิดว่าคำว่าการเมือง จะสามารถต่อเติมความฝันที่จะเห็นกีฬาไทยรุ่งเรืองอีกครั้ง” บิ๊กหอย ทิ้งท้าย







