
พรรคร่วมต้านพท.ไม่อยู่ หนีตายทิ้งปาร์ตี้ลิสต์
ใกล้โค้งสุดท้าย พรรคเพื่อไทยยังครองกระแสสีแดงในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานได้อย่างเหนียวแน่น
ใกล้โค้งสุดท้าย พรรคเพื่อไทยยังครองกระแสสีแดงในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานได้อย่างเหนียวแน่น
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ใกล้โค้งสุดท้าย พรรคเพื่อไทยยังครองกระแสสีแดงในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานได้อย่างเหนียวแน่น
นอกจากโพลสำนักต่างๆ ที่สะท้อนว่า เพื่อไทยทิ้งห่างคู่แข่งในพื้นที่ อาการจากคู่แข่งพรรคตรงข้ามก็ปรากฏชัด
ในพื้นที่ที่แข่งสูสีกับเพื่อไทย หลายคนเริ่มหนีตายทิ้งการขอคะแนนปาร์ตี้ลิสต์แล้ว เพราะถ้าแบก “สองใบ” ให้ชาวบ้านเลือกพรรคและเลือกคน เบอร์ทั้งคู่ก็อาจร่วงให้กับเพื่อไทย
อย่างที่ ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ออกอาการโยนผ้าขาวทั้งที่มวยยังต่อยไม่ครบยกว่า ตอนนี้พรรคชาติไทยพัฒนากำลังแย่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ตัวเต็งที่หวังว่าจะได้ ก็อาจเสียพื้นที่ไป เนื่องจากกระแสพรรคเพื่อไทยมาแรง
“เป้า สส. ที่เคยตั้งไว้จำนวน 30-35 ที่นั่ง ตอนนี้ต้องลดแล้ว 5-10% โดยเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ ขนาดกระแสยังแพ้พรรครักประเทศไทยของชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์”
ชุมพลยังบอกว่า โพลที่ออกมาขณะนี้ ตัวเต็งของชาติไทยพัฒนาแพ้หมด ไม่ว่า จ.สุรินทร์ หรือที่ศรีสะเกษ หวังได้คนเดียวในภาคอีสานคือ ตุ่น จินตะเวช ผู้สมัคร สส. เขต 11 จ.อุบลราชธานี
อาการจากพรรคร่วมด้วยกัน ก็น่าจะตอกย้ำให้เห็นกระแสและความแรงของเพื่อไทย!
หรือแม้แต่ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยที่เป็นคู่แข่งตรงกับเพื่อไทย เมื่อรู้ว่าสู้กระแสไม่ได้จากผลโพลของพรรค ก็บอกกับชาวบ้าน “ขอแบ่ง” ปาร์ตี้ลิสต์ให้เลือกเพื่อไทย ขอลุ้นแค่เขตพอ
หนักจนถึงขั้นที่ว่า ในหลายจังหวัดผู้สมัครภูมิใจไทยทำป้ายใหม่ ไม่ขึ้นป้ายปาร์ตี้ลิสต์ มีแต่ป้ายผู้สมัคร ขอเน้นๆ เท่านั้น
ก่อนจะอ้อนชาวบ้านว่า ภูมิใจไทยก็เป็นกลุ่มทักษิณเพราะแยกตัวมาจากเพื่อไทย หวังให้คนอีสานสับสน
กรณีนี้เห็นชัดจาก ภิรมย์ พลวิเศษผู้สมัคร สส.เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ที่ปราศรัยกับชาวบ้านเมื่อต้นเดือน มิ.ย. เป็นข่าวครึกโครมว่า ภูมิใจไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทยและสนับสนุนให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ
จนเพื่อไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ ออกแถลงการณ์ว่า จะไม่เอาภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลแน่ สกัดความสับสนที่เกิดขึ้น
กระนั้นคู่แข่งก็ต้องพยายามปรับกลยุทธ์สู้กับความแรงของเพื่อไทย จนเกิดปรากฏการณ์ “ขอแบ่ง” ซึ่งทีมหาเสียงเพื่อไทยรับว่า เทคนิคนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ หลังจากบรรดาผู้สมัคร สส.อีสานของพรรครายงานมายังแกนนำว่า คู่ต่อสู้ใช้วิธีหลอกชาวบ้านว่า เป็นพวกทักษิณเหมือนกันเพราะมีต้นรากจากทักษิณ
จนคณะปราศรัยอย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ต้องปรับแผนปราศรัยกับคนอีสานและคนเหนือให้เข้าใจง่ายๆ
“เราต้องเลือกลูกของเราแท้ๆ อย่าไปเลือกลูกที่มาจากคนอื่น เพราะลูกเราก็ต้องรักพ่อแม่ของเรา”
“ถ้าเราไม่เลือกคนของเรา ท่านทักษิณก็ไม่ได้กลับบ้าน”
เพื่อไทยระบุว่า ในภาคอีสานมี 20 กว่าจังหวัดที่กำลังเผชิญกับกระแส “ขอแบ่ง” มากถึง 17 จังหวัดในพื้นที่แข่งดุทั้งหลาย หนักๆ เช่น สุรินทร์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ยโสธร อำนาจเจริญ นครพนม สกลนคร มหาสารคาม
จึงไม่แปลกที่ผลสำรวจของดุสิตโพลล่าสุด พบว่า ภาพรวมคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของเพื่อไทยนำโด่ง 51.55% คำนวณแล้วจะได้ สส. 64 ที่นั่ง (จาก 125 ที่นั่ง) เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 34.05% ได้ สส. 43 ที่นั่ง เลือกภูมิใจไทย 3% รักประเทศไทย 2.48%
อาจบอกได้ว่าเหตุที่ปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทยมีแนวโน้มได้ถล่มทลายเพราะพรรคเล็กพรรคน้อยยอมแพ้ ทิ้งปาร์ตี้ลิสต์ให้กับเพื่อไทยหมด
อีกประการที่บิ๊กพรรคร่วมฯ ประกาศยอมแพ้ดื้อๆ เพราะต้องการส่งสัญญาณถึงผู้สมัคร สส.ในพื้นที่เพื่อ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” เขตไหนที่ประเมินแล้วสู้ไม่ได้ ก็ไม่อัดปัจจัยงวดสุดท้าย เก็บไว้ทุ่มให้ผู้สมัครเกรดเอแทน
น่าสนใจว่า ผลการเลือกตั้งเพื่อไทยจะชนะปาร์ตี้ลิสต์ล้นหลามตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ 16 ล้านเสียง หรือ 70 คน ซึ่งเพื่อไทยเชื่อว่า ครั้งนี้กระแสทักษิณแรงไม่น้อยกว่า ที่พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง 377 เสียง เมื่อปี 2548 ที่ครั้งนั้นได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 19ล้านคน
จะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้เสียงเกินกว่า 251 หรือไม่ อีกไม่นานก็รู้...







