posttoday
การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ใครได้รับประโยชน์

การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ใครได้รับประโยชน์

21 มิถุนายน 2554

ผมเชื่อว่า คำตอบสำหรับคำถามที่ผมตั้งไว้ว่า ใครได้รับประโยชน์ ถ้ามีการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผมเชื่อว่า คำตอบสำหรับคำถามที่ผมตั้งไว้ว่า ใครได้รับประโยชน์ ถ้ามีการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์

คือ คนที่มีรายได้น้อย เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคสินค้าและบริการเกือบทุกชนิด ประกอบกับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากผู้บริโภคในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีรายได้ต่างกันเท่าไรก็ตาม รัฐก็เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จึงดูเหมือนว่า เป็นภาษีที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่รายได้น้อย การลดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในอัตราเดิม จึงน่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ที่มีรายได้น้อย กว่าการที่จะปรับอัตราภาษีขึ้น

ขอพักไว้ตรงนี้ให้ท่านลองใช้ความคิดดูก่อนนะครับเดี๋ยวค่อยคุยกันต่อ เผอิญผมเห็นใครต่อใครชอบการฟันธงในเรื่องต่างๆ จึงขออนุญาตฟันธงบ้างว่า ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบให้มีการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ภายในเวลาไม่เกิน 12 ปีข้างหน้า ไม่ว่ารัฐบาลไหนที่ชนะเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ก็จำเป็นต้องปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากที่เก็บอยู่เดิมในปัจจุบันร้อยละ 7 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 10 ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร

สาเหตุที่ผมกล้าฟันธงอย่างที่ว่า เพราะภายในระยะเวลาอีก 4 ปีข้างหน้า รัฐบาลที่เข้ามาใหม่จำเป็นต้องดำเนินโครงการสารพัดประชานิยมและประชาวิวัฒน์ที่สัญญาไว้กับประชาชนเป็นเงินหลายแสนล้านบาท ถึงตอนนั้นคงได้สติหันกลับมาพิจารณาใคร่ครวญว่า จะหารายได้ที่ไหนมาใช้จ่าย

ความจริงรัฐบาลมีทางเลือกที่จะลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ได้หลายวิธี ตั้งแต่การนำเงินภาษีอากรที่เก็บได้มาใช้จ่าย การกู้เงินทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมาใช้จ่าย การให้สัมปทานแก่ภาคเอกชน หรือการร่วมลงทุน

ผมเชื่อว่า สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น การพัฒนาโครงการขนส่งมวลชน เช่น รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟท่องเที่ยว หรืออะไรอื่นๆ ที่พูดกัน โครงการพัฒนาพลังงาน โครงการพัฒนาท่าอากาศยาน ฯลฯ ที่ทำแล้วเกิดผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจ รัฐคงสามารถชักจูงให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วย เพื่อลดภาระการใช้จ่ายเพื่อการพัฒนา ขออย่างเดียวว่า การให้สัมปทานก็ดี การร่วมลงทุนกับเอกชนก็ดี ต้องทำอย่างโปร่งใส ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่พอเริ่มพูดก็เรียกร้องผลประโยชน์เข้าตัว ทำให้นานาชาติที่มีธรรมาภิบาลไม่กล้าเข้ามาแข่งขันด้วย เพราะกลัวถูกดำเนินคดีที่ประเทศแม่ที่เข้มงวดกับการเปิดเผยข้อมูล

เอาละครับ ผมยกประโยชน์ให้จำเลยว่า มาถึงขั้นนี้แล้ว น่าจะมีสำนึกได้แล้วว่า หากยังโกงยังกินกันไม่บันยะบันยัง ท้ายที่สุดนักลงทุนดีๆ ที่มีธรรมาภิบาลเขาก็ไม่คบด้วย จึงตั้งเป้าบริหารประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้านี้ ด้วยความซื่อสัตย์ เน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ ก็เป็นอันพอเชื่อได้ว่า รัฐน่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ตามที่หาเสียงไว้ เท็จจริงอย่างไรสุดแต่บุญแต่กรรม

แต่อย่างไรก็ตาม โครงการส่วนใหญ่ที่นำเสนอขณะนี้ เป็นโครงการที่ภาษาการตลาดเรียกว่า การออกสินค้าใหม่ แต่ไม่คำนึงถึงต้นทุนหรือความคุ้มค่าของโครงการ เพราะฉะนั้นรัฐคงไม่สามารถไปชักจูงเอกชนรายใดให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย ยกเว้นเอกชนที่ตั้งใจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการที่รัฐผลิตออกมาขาย โดยทำประชาสัมพันธ์สวยหรูแต่ไม่มีผลงานปรากฏ

สำหรับโครงการเหล่านี้ ถ้ารัฐไม่นำเงินภาษีมาลงทุนก็ต้องกู้มาใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ อย่างเก่งก็ยกโครงการบางโครงการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเอาไปทำ จะเสียหายยับเยินแค่ไหนไปว่ากันในอนาคต ถึงตอนนั้นถ้ารัฐไม่ชดเชยความเสียหายเป็นรายโครงการให้ก็ต้องเพิ่มทุนชดเชยให้เรื่องก็จบ เพราะไม่เคยมีใครสนใจติดตามสอบถามว่า ทำไมรัฐถึงจำเป็นต้องเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก บางทีคงเห็นว่า เงินที่ใส่เข้าไปชดเชยความเสียหายบ้าง เพิ่มทุนบ้างเป็นเงินหลวง เงินไม่มีเจ้าของ

ทีนี้ถ้ารัฐจำเป็นต้องลงทุนในโครงการสารพัดประชานิยมเหล่านี้เอง จะหารายได้จากไหน

วิธีแรกคือ การกู้เงินมาใช้ครับ แต่ผมเชื่อว่าบทเรียนจากหลายประเทศในยุโรปคงทำให้บรรดาสถาบันการเงินระดับโลกทั้งหลายที่นิยมให้เงินกู้แก่รัฐบาลประเทศต่างๆ คงต้องกลับมาทบทวนนโยบายใหม่ ซึ่งคงใช้ความระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น โดยเฉพาะการปล่อยกู้ให้รัฐบาลที่นำเงินกู้ไปใช้ในโครงการที่ไม่คุ้มค่า หรือถ้าให้กู้ก็ต้องคิดดอกเบี้ยแพงให้คุ้มกับความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการกู้เงินมาใช้ถึงจะทำได้ก็ทำได้ในขอบเขตจำกัด และคงกู้จนปริ่มน้ำไม่ได้

ทีนี้ถ้าเอกชนไม่สนใจลงทุนด้วย กู้เงินมาใช้ก็ยาก รัฐจะทำอย่างไร อย่างที่ 1 คือ การหารายได้ที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มขึ้น เช่น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บ้าง เก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เพิ่มขึ้นบ้าง ลงทุนทางการเงินให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นบ้าง ต่างๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ แค่เชื่อว่ากว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นชิ้นเป็นอันคงต้องใช้เวลาอีกนาน และจะต้องฟันฝ่าปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบของผู้เกี่ยวข้อง ทำให้ล่าช้า เพราะมัวเสียเวลาต่อรองผลประโยชน์

เพราะฉะนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะหารายได้เพิ่มขึ้นอีก 23 แสนล้านบาทต่อปี จึงได้แก่การเก็บภาษีเพิ่มขึ้น แต่การเก็บภาษีบุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้นก็จะถูกกล่าวหาว่ารัฐเก่งแต่ถอนขนห่านจากห่านที่อยู่ในเล้า ที่หนีการถูกถอนขนไม่ได้ เช่น บรรดามนุษย์เงินเดือน ประกอบกับฐานรายได้ของภาษีประเภทนี้ค่อนข้างต่ำเพียง 12% ของรายได้ภาษีรวม ถึงจะปรับอัตราภาษีขึ้น ก็ไม่ทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ทีนี้ถ้ารัฐจะหันมาปรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยรายได้อะไรจะเกิดขึ้น

จริงอยู่ถึงแม้ว่ารายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นรายได้ภาษีอันดับ 1 ของประเทศ คิดเป็นประมาณ 29% ของรายได้ภาษีรวม แต่ข้อเท็จจริงคือ ขณะนี้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้รัฐบาลถูกกดดันให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมา การปรับอัตราภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก

ถัดมาคือ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิต การเพิ่มภาษีสรรพสามิตจึงเป็นเพียงทางเลือกเพื่อหารายได้เพิ่มเติม เช่น การปรับภาษีเหล้า บุหรี่ และภาษีบาป ทั้งที่รายได้จากภาษีสรรพสามิตสูงถึง 26% ของรายได้ภาษีรวมก็ตาม

ก็เหลือแต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสร้างรายได้ให้รัฐประมาณ 21% ของรายได้ภาษีรวม ซึ่งสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ทันที ตามอัตราที่กำหนดในประมวลรัษฎากร ถ้าเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 10% จะมีรายได้เพิ่มขึ้นทันทีปีละ 2.4 แสนล้านบาท

นี่คือเหตุผลที่ผมฟันธงว่า ทำไมท้ายที่สุดรัฐจึงจำเป็นต้องปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะเป็นภาษีที่เรียกเก็บได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาก และสามารถสอบที่มาที่ไปของรายได้ได้ทุกขั้นตอน

ทีนี้มาถึงคำถามที่ผมตั้งไว้ทีแรกว่า การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ใครได้ประโยชน์ ในทางทฤษฎี เนื่องจากภาษีนี้เก็บจากคนรวยและคนจนในอัตราเดียวกัน การลดภาษีมูลค่าเพิ่มจึงน่าจะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่มีรายได้น้อย และถูกใช้เป็นเหตุผลในการต่อต้านการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกครั้ง โดยนักวิชาการหรือสื่อมวลชน

แต่ถ้าท่านคิดต่างมุมจะเห็นว่า การต่อต้านการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นก็ดี หรือแม้แต่การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในระดับ 7% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลกก็ดีนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด น่าจะได้แก่ผู้ที่มีรายได้สูงมากกว่า

เหตุผลที่พูดอย่างนี้ เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธว่า คนชั้นกลางและคนรวยนั้น ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย เช่น ถ้าลดภาษีมูลค่าเพิ่มลง 2% คนรวยที่ซื้อรถยุโรปราคาแพงคันละ 4 ล้านบาท จะได้รับการลดหย่อนภาษีถึง 8 หมื่นบาท แต่คนชั้นกลางที่ซื้อรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ ราคา 1 ล้านบาท จะได้รับส่วนลดจากภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 2 หมื่นบาท หรือถ้าซื้อสบู่ 1 ก้อน ราคา 20 บาท จะได้รับส่วนต่างเพียง 40 สตางค์ต่อก้อน

นอกจากนั้น สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเกษตรกรและผู้ที่มีรายได้น้อย ตั้งแต่การขายสินค้าเกษตร การให้การรักษาพยาบาล หนังสือพิมพ์ ตำราเรียน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อาหารสัตว์ ยันมาถึงการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ล้วนแล้วแต่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น

ผมจึงมองว่า การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอาจเป็นวิธีการที่ดี ที่จะดึงเงินในกระเป๋าคนรวยออกมาพัฒนาประเทศ ลองคิดดูว่า ถ้าท่านมีเงินเดือน 2 หมื่นบาท และใช้เงินทั้งหมดซื้อสินค้า ท่านจะได้รับส่วนลดภาษีเพียง 200 บาท เท่ากับค่าอาหารที่คนรวยไปกินในโรงแรมชั้น 1 มื้อเดียวเท่านั้นเอง

ขอออกตัวนิดนึงครับว่า ที่เขียนมาทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวที่อยากเสนอให้ท่านลองคิดต่างมุมดู ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆทั้งสิ้น  

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย