
เหยื่อ เงินกู้บ้าน ดึงประชาชนกินเบ็ด
หนึ่งในนโยบายของพรรคการเมืองที่โหมกระหน่ำสร้างสีสันทางนโยบาย จนทำให้ยอดการทำธุรกรรมต่างๆ ได้หยุดชะงักงันไป ไม่มีอะไรหนักเท่านโยบายที่เกี่ยวกับบ้าน ที่อยู่อาศัย
หนึ่งในนโยบายของพรรคการเมืองที่โหมกระหน่ำสร้างสีสันทางนโยบาย จนทำให้ยอดการทำธุรกรรมต่างๆ ได้หยุดชะงักงันไป ไม่มีอะไรหนักเท่านโยบายที่เกี่ยวกับบ้าน ที่อยู่อาศัย
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากพรรคประชาธิปัตย์โยนนโยบายซื้อใจคนด้วยการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตั้งวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อคลอดดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน 0% คงที่นาน 2 ปี สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกมา
พรรคการเมืองใหญ่น้อยต่างออกนโยบายเกี่ยวกับบ้านหลังแรกอย่างที่เรียกว่าเกทับบลัฟแหลกมาประชันกันยกใหญ่
พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าหลังจากหมดชุดแรกไปแล้ว 2.5 หมื่นล้านบาท หากได้เข้ามาจะเดินหน้าระลอกสองด้วยการให้ดอกเบี้ยเงินกู้ 0% นาน 2 ปีต่อไปอีก 2.5 หมื่นล้านบาท
พรรคเพื่อไทยก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า นโยบายเรื่องบ้านจะดำเนินนโยบายลดค่าธรรมเนียมการโอน และเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อบ้านหลังแรกจากปีละไม่เกิน 1 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท
แถมประกาศบลัฟประชาธิปัตย์ในการให้ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน 0% คงที่นาน 5 ปี
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินจะให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% คงที่ 3 ปี สำหรับผู้ใช้แรงงาน สำหรับการสร้าง ซื้อ และปรับปรุงบ้าน
พรรคชาติไทยพัฒนาก็ไม่น้อยหน้า ออกนโยบายกุญแจ 2 ดอก ให้ทุกคนสามารถกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ย 1% นาน 10 ปี ผ่อนชำระขั้นต่ำเดือนละ 2,000 บาท ฯลฯ
หลายคนตั้งคำถามว่า นโยบายบ้านหลังแรกที่พรรคการเมืองเสนอมานั้นทำได้จริงหรือหลอกกันเล่น?
นายธนาคารวิเคราะห์ว่า นโยบายดอกเบี้ย 0% นั้น ถือว่าเป็นผลดีกับประชาชนที่จะได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เป็นการ สร้างรังให้กับคน
แต่ถ้าประกาศใช้ดอกเบี้ย 0% ยิ่งนานไปจะยิ่งทำให้ธนาคารรัฐที่ระดมเงินมาปล่อยกู้เจอปัญหากับภาวะสภาพคล่องหนักแน่ แถมมีรายได้ดอกเบี้ยกับรายจ่ายดอกเบี้ยไม่สมดุลกัน แม้รัฐบาลจะสนับสนุนต้นทุนก็ตาม
นายธนาคารรายนี้ทุบโต๊ะทันทีว่า พรรคการเมืองไหนเสนอให้ดอกเบี้ย 0% คงที่เป็นเวลานาน ถ้าเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วก็อาจทำไม่ได้จริง เพราะต้องใช้เงินอุดหนุนจำนวนมหาศาล
ดอกเบี้ย 0% คงที่นานถึง 5 ปี เอาเพียงแค่ว่าปล่อยกู้ไป 5 หมื่นล้านบาท ต้นทุนการระดมเงินมาก็ตกปีละ 1,750 ล้านบาท ถ้านาน 5 ปี ก็ตก 8,7501 หมื่นล้านบาท เพราะดอกเบี้ยนั้นกินไปทุกวัน
นี่ไม่นับต้นทุนจากการดำเนินงานอีกปีละ 1.52% สะระตะก็ตกประมาณ 3,750 ล้านบาท
แค่ต้นทุน 2 ก้อนนี้ รัฐก็ต้องหาเงินมาพยุงสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับคนกลุ่มหนึ่งไปร่วม 1.2-1.37 หมื่นล้านบาท
แถมไม่ใช่คนจำนวนใหญ่ของประเทศเสียด้วย
หากเม็ดเงินปีละ 5 หมื่นล้านบาท สำหรับบ้านราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป ก็หมายถึงช่วยคนได้แค่ 1.6 หมื่นคนเท่านั้น
ช่วยคนหมื่นคนให้มีบ้านแลกกับตั้งงบประมาณมาช่วยเหลือ 1.2-1.37 หมื่นล้านบาท คุ้มค่ากันหรือไม่
เป็นโจทย์ที่ฝ่ายการเมืองและประชาชนทั้งหลายจะต้องตอบ...
ครั้นจะประกาศให้ดอกเบี้ย 0% คงที่นาน 3 ปี หลังจากนั้นลอยตัว นโยบายแบบนี้ก็จะทำให้ธนาคารที่ปล่อยกู้ไปกระอักกระอ่วนใจพิกล
เพราะจะต้องเจอกับการอพยพโยกย้ายครั้งใหญ่ อาจต้องเอามือกุมขมับเพราะจัดสรรเงินลำบาก เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศชัดว่าหากประชาชนมากู้เงินแล้ว หากผ่อนครบ 3 ปีแล้ว ผู้กู้สามารถรีไฟแนนซ์หนี้ไปใช้สินเชื่อธนาคารอื่นๆ ได้ โดยที่ธนาคารไม่สามารถบ่ายเบี่ยง
ไม่ต้องพิเคราะห์เจาะลึกก็พอมองภาพออกได้ว่า ถ้าครบ 3 ปีแล้วธนาคารอื่นๆ มีเงื่อนไขที่ดีกว่าแล้ว ลูกค้าจะไม่ไหลออกไปชนิดที่สกัดยังไงก็ไม่อยู่...
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การไหลออกไปรีไฟแนนซ์อย่างเดียว แต่หมายถึงเม็ดเงินหล่อเลี้ยงธนาคารที่รับจากการผ่อนชำระรายเดือนมาหลอมรวมกันเป็นก้อนใหญ่ให้ธนาคารบริหารเงินแบบผ่อนสั้นผ่อนยาวจะมลายหายไป
ไม่มีอะไรจะหนักหนากับสถาบันการเงินเท่ากับการชอร์ตของสภาพคล่องอีกแล้ว
ขณะที่ประชาชนทั่วไป แม้ในระยะต้นอาจจะเห็นดอกเบี้ย 0% แล้วตาโตคิดว่าได้ประโยชน์ แต่อย่าลืมว่าเมื่อถึงเวลาสิ้นสุดโครงการแล้ว ธนาคารจะมีการคิดดอกเบี้ยทบเข้าไปในปีที่ 3 ปีที่ 4 หรือปีที่ 5
ยิ่งนานยิ่งมีการคิดดอกเบี้ยทบไปในจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นดอกเบี้ยที่สูงมาก ขณะที่ยอดการตัดเงินต้นจะลดลงเรื่อยๆ
ผ่อนไปเท่าไหร่เงินต้นก็ไม่ลด
แม้นโยบายเรื่องบ้านหลังแรกของพรรคการเมืองต่างๆ จะดึงคะแนนเสียงประชาชนได้มาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่กำลังก่อร่างสร้างตัว คนต่างจังหวัดที่มาทำงานในเมือง
แต่ในทางปฏิบัติแล้วรังแต่จะทำให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินให้กับคนที่มีรายได้น้อยได้มีบ้านเป็นของตัวเองยิ่งเข้าสู่ภาวะที่อับจนหนทาง
เพราะถ้าอัดเงินลงไปสนับสนุนนโยบายดอกเบี้ย 0% เต็มกำลัง จะหาเงินที่ไหนมาปล่อยกู้ให้กับคนระดับล่าง คนไร้รากที่ต้องการซื้อบ้านเป็นของตัวเอง
ในเมื่อเม็ดเงินที่ปล่อยกู้ไป 0% นั้นไม่มีกำไร แถมยังขาดทุนอีก จะเหลืออะไรมาปล่อยกู้ให้กับคนด้อยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกลุ่มอื่นๆ
ไม่แน่ เมื่อถึงตอนนั้นธนาคารที่ทำหน้าที่ดูแลสินเชื่อบ้าน อาจแข่งขันกับตลาดไม่ได้
เมื่อแข่งกับตลาดไม่ได้ คนจน พนักงานชั้นผู้น้อยก็รอคอยการโขก ขูดรีดจากสถาบันการเงินได้ตามใจชอบ...
ไม่ต้องรอคอย แต่รับประกันเจอแน่...







