posttoday
แจกแหลกเป็นพิษ..ผวาศก.ติดกับดัก

แจกแหลกเป็นพิษ..ผวาศก.ติดกับดัก

18 มิถุนายน 2554

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ซึ่งปีที่ผ่านมาอยู่อันดับที่ 26 จาก 58 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ตามการจัดอันดับของสถาบันการพัฒนาบริหารจัดการ (ไอเอ็มดี) รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติ เริ่มมองประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย น่าสนใจลงทุนมากขึ้น

สิ่งนี้นับเป็นสัญญาณเตือนว่าการเติบโตเศรษฐกิจของไทยระยะยาวต้องมีปัญหาแน่หากไม่เร่งแก้ไข โดยเฉพาะผู้กุมอำนาจฝ่ายบริหาร ที่เสนอนโยบายหาเสียงชิงกันเข้ามาบริหารประเทศของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ประชาธิปัตย์ กับเพื่อไทย จากการพิจารณาของภาคธุรกิจมองนโยบายใช้หาเสียงต่อประเด็นการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่านโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงอยู่ในปัจจุบันของทุกพรรคการเมือง ส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ เป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกพรรค

 

แจกแหลกเป็นพิษ..ผวาศก.ติดกับดัก

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นนโยบายเชิงสังคม เช่น การลดภาระหนี้สิน ประกันราคาสินค้าเกษตร บัตรเครดิตเกษตรกร ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำให้คนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยไม่ได้ทำอะไร ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประเทศมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขณะที่นโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็คงต้องมาดูอีกทีว่า เมื่อแต่ละพรรคได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะนำนโยบายเหล่านี้ไปทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ เพราะในปัจจุบันการหาเสียงกับเรื่องจริงไม่ค่อยตรงกัน นโยบายที่หาเสียงอยู่เป็นนโยบายที่เน้นการเรียกคะแนนเสียงมากกว่า

“รัฐบาลที่เข้าใหม่ควรจะมีคุณสมบัติที่มองไกล มีความสามารถในการคัดเลือกรัฐมนตรีที่มีความรู้ ความสามารถมานั่งในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะการขับเคลื่อนนโยบายจากกระทรวงเหล่านี้ มีบทบาทต่อการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอย่างมาก” นายธนิต กล่าว

เช่นเดียวกับนายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลใหม่ควรจะมีการวางแผนระยะยาว ไม่ใช่เน้นแผนระยะสั้นให้เกิดผลเฉพาะในช่วงที่เป็นรัฐบาลอยู่ ซึ่งปัจจุบันเป็นอย่างนั้น โดยการกำหนดเป้าหมายระยะยาว 1020 ปี ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และจะช่วยให้ทุกฝ่ายพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศได้

ผลดังกล่าวทางเอกชนจึงแนะนำให้พรรคที่จะมาเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานฯ ส.อ.ท. กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “วาระแห่งชาติ ขับเคลื่อนขีดแข่งขันเศรษฐกิจไทย” ว่า การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ไทยจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะในอนาคตการใช้สิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะมีมากขึ้น

รวมถึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบสารสนเทศและการสื่อสาร ปรับแก้กฎหมาย กฎระเบียบที่ต้องทำให้ทันสมัย ขณะภาคอุตสาห กรรมต้องกระจายการลงทุนไปภูมิภาคต่างๆ ต้องรวมกลุ่มทำธุรกิจอย่างเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้ทั้งห่วงโซ่การผลิตมีการพัฒนาร่วมกัน

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องกำจัดจุดอ่อนของประเทศออกให้หมด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขึ้น เช่น 1.การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะจุดอ่อนเรื่องการขนส่ง 2.ไทยขาดเรื่องการทำวิจัยและพัฒนา คิดค้นต่อยอดเทคโนโลยี 3.การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม 4.ระบบการศึกษา และ 5.ปัญหาการคอร์รัปชัน ที่บั่นทอนขีดความสามารถให้ลดลง

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย กล่าวถึงการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่องค์กรรัฐวิสาหกิจว่า มีอยู่ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ต้องปล่อยให้มีการแข่งขัน เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้รัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องพัฒนาองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หากรัฐวิสาหกิจผูกขาด แม้จะมีกำไรดี แต่การบริการประชาชนจะแย่ เพราะไม่มีการพัฒนาตนเอง 2.การกำกับดูแลของภาครัฐ และนโยบายต้องมีความชัดเจน 3.ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องให้ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารองค์กรรัฐวิสาหกิจ ผ่อนปรนกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และ 4.การขยายกิจการและการระดมทุน ถ้าต้องการให้องค์กรขยายตัว การเข้าตลาดหลักทรัพย์จะเป็นประโยชน์มาก โดยใช้เป็นแหล่งระดมทุนขยายกิจการ รวมถึงยังเป็นช่องทางให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสสอดส่องการทำงานให้ดีขึ้น

จากภาพรวมทั้งหมด หากไทยยังไม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เศรษฐกิจก็คงจะโตได้แค่ระดับหนึ่ง และคงติดกับดักไม่สามารถโตได้ระยะยาว  

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย