
ทอง-หุ้น-น้ำมันปีกหัก ถ้าแก้หนี้ไม่ได้ งานนี้ยาว...
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
สินค้าขายดีที่สุดวันนี้อาจไม่ใช่สินค้ารับวันวาเลนไทน์ แบล็คเบอร์รี่รุ่นใหม่ หรือไอแพด ยุคนี้ วันนี้ และเดี๋ยวนี้ต้อง
“ทองคำ” เท่านั้นก็ปิดตลาดศุกร์ที่ผ่านมาร่วงลงวันเดียวถึง 49 เหรียญสหรัฐ จนถึงเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ก็กระเตื้องได้แค่จิ๊บๆ ปิดตลาดฮ่องกงที่ 1,070
–1,071 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มมาจากเมื่อวันศุกร์แค่ 10 เหรียญสหรัฐ หากนับเป็นตลอดทั้งปี 2553 ทองคำโลกก็ร่วงไปแล้ว 4% และหากนับจากจุดพีกที่ทำสถิติสูงสุดไว้เมื่อเดือนธ.ค. 2552 ราคาวันนี้ถือว่าร่วงไปแล้วเกือบ 15%แต่เหล่านกปีกหักไม่ได้มีแค่ทองคำเท่านั้น น้ำมันดิบไลต์สวีต ตลาดไนเม็กซ์ ก็ปิดตลาดสุดสัปดาห์ที่แล้วร่วงไปถึง 5% และดิ่งลงรวม 10% แล้วในปีนี้
เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ร่วงกันระนาวมา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน จนกระทั่งล่าสุดดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ได้หลุดระดับ 1 หมื่นจุด ไปเรียบร้อยโรงเรียนหุ้นนิวยอร์ก หากนับตั้งแต่จุดพีกสุดเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ดาวโจนส์ดิ่งไปแล้ว 7.6% เอสแอนด์พี 500 ร่วง 7.3% และแนสแด็ก คอมโพสิต ยวบ 8.4%
นักลงทุนไม่เข้าใจ ทำไมเศรษฐกิจโลกที่เขาว่ากันว่าดีขึ้น กลับดึงทองหุ้นน้ำมันให้ร่วงลง
ปัญหานี้มีอยู่ 2 คำตอบหลักๆ ด้วยกัน คือ 1.เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก 2.วิกฤตการณ์หนี้ในยุโรป
ปัญหางบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะของหลายประเทศในยุโรปนั้นกำลังกลายเป็นความกังวลระลอกใหม่ตามมาหลังวิกฤตในสหรัฐ โดยเฉพาะปัญหา
“หนี้สาธารณะ” ที่พุ่งสูงในกรีซ สเปน และโปรตุเกส รวมไปถึงปัญหา “งบประมาณขาดดุล” ของหลายชาติยุโรป แม้บรรดารัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายจะย้ำความมั่นใจว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมได้ ทว่านักลงทุนในตลาดก็ยังคงไม่มั่นใจเพราะตัวเลขปัญหานั้นสูงเกินกว่าที่จะแก้กันได้ง่ายๆ สัดส่วนหนี้สาธารณะของกรีซต่อจีดีพีประเทศในปี 2552 นั้นพุ่งไปถึง 112.6% พร้อมปัญหางบประมาณขาดดุลต่อจีดีพีที่ทะลุไปถึง 12.5% ซึ่งทำท่าจะแก้ไขได้ยาก เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในวันนี้ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่รัฐบาลชาติต่างๆ จะถอนการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดการใช้จ่ายงบประมาณได้
และเมื่อบวกกับการถูกหั่นอันดับเครดิตไปหลายยกหลายประเทศในปีที่แล้ว จึงนำมาสู่ความกังวลเรื่องความสามารถในการชำระ จนตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกระส่ำหนักเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เพราะเกิดข่าวลือว่ากรีซอาจย่ำแย่ถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้
ส่วนที่ถูกกระทบหนักไม่แพ้กันคือค่าเงินยูโร ซึ่งจะฉุดให้ประเทศอื่นๆ ที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันได้รับผลกระทบไปด้วย ความกังวลดังกล่าวได้ฉุดให้ค่าเงินยูโรอ่อนลงแซงหน้าเงินเหรียญสหรัฐ ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 6 เดือน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และอ่อนค่ามาแล้ว 6% นับตั้งแต่กรีซเริ่มถูกหั่นอันดับเครดิตช่วงกลางเดือนธ.ค. 2552 จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซบเซาลงเพียงใด
ขณะเดียวกันใช่ว่าปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปจะเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่เขย่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดหุ้นโลกได้
เดวิด บีห์ม รองประธานฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของบริษัทลงทุน บลองชาร์ด แอนด์ โค ในสหรัฐ เปิดเผยกับเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ว่า อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองร่วงลง 4% และน้ำมันดิ่งลง 10% ในปีนี้ก็คือดีมานด์ และราคาสินค้าทั้งสองตัวในช่วงปลายปี 2552 นั้น
“ร้อนแรงมากเกินไป” และมากเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็นจึงไม่น่าแปลกใจที่ผ่านไปเพียง 1 เดือนกับอีก 10 วัน ในปี 2553 นี้ ราคาทองคำจะลดฮวบจากระดับ 1,215 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลงมาอยู่ที่ 1,070 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
“
ราคาทองคำที่ลดลงมาในปีนี้ถือว่าสมเหตุสมผลดี นักลงทุนบางรายมองว่าราคาทองในปีที่แล้วนั้นร้อนแรงจนเกินไป และมีนักลงทุนแห่เข้าไปซื้อทองกันมากเกินไปเช่นกัน” บีห์ม กล่าวที่ต้องจับตาก็คือสถานการณ์หลังจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ทองหุ้นน้ำมันจะปีกหักนานแค่ไหน เป็นที่น่าดีใจได้อย่างหนึ่งว่าเหล่าผู้นำในยุโรปตระหนักถึงปัญหาและพยายามลงมือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว
ท่าทีของ ฌอง โคลด ตริเชต์ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่เลื่อนวันกลับจากการประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกที่ออสเตรเลียให้เร็วขึ้น เพื่อเข้าร่วมประชุมเศรษฐกิจนัดพิเศษของเหล่าผู้นำอียูที่เบลเยียม ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้
ปฏิกิริยาของตริเชต์ทำให้ตลาดหุ้นหลายแห่งดีดตัวขึ้นทันที เพราะคาดหวังว่าคงถึงเวลาที่อียูจะออกมาตรการบางอย่างเพื่อเข้าช่วยเหลือประเทศสมาชิกอย่างกรีซเสียที หลังจากที่ปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ โดยย้ำเพียงว่ากรีซดูแลตัวเองได้
อายาโกะ เซรา นักวิเคราะห์จากธนาคารซูมิโตโม ทรัสต์ กล่าวกับรอยเตอร์สว่า หากมีมาตรการช่วยเหลือกรีซจริง ความกังวลต่อสเปนและโปรตุเกสก็จะบรรเทาลงมาด้วย
ท้ายที่สุดแล้วปัญหาต่างๆ ทั้งในระดับภาคเอกชน หน่วยงานรัฐบาล หรือแม้แต่ปัญหาระดับประเทศ ก็คงต้องกลับมาใช้วิธี
“อุ้ม” กันไปพลางๆ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกของตลาดโลกก่อน ค่อยคิดหาทางออกระยะยาวกันทีหลัง ซึ่งต้องมานั่งพิเคราะห์ถึงทางออกระยะยาวที่ยั่งยืนกันว่าน่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพราะถ้าแก้ไม่ไหว งานนี้มีสิทธิสินค้าโภคภัณฑ์ราคาไม่ฟื้น นักลงทุนมีสิทธิ
“เจ๊ง”






