posttoday
อัยการย้ำเอิ้อชินฯ-อ้อโต้รวยมาก่อน

อัยการย้ำเอิ้อชินฯ-อ้อโต้รวยมาก่อน

10 กุมภาพันธ์ 2553

คดีนี้อัยการร้องขอให้ศาลยึดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน สืบเนื่องจาก ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ป 1,419,490,150 หุ้น เป็นเงิน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แต่ปกปิดและอำพรางหุ้นไว้ ในชื่อ นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ถือหุ้นแทน

นอกจากนั้นยังได้ทรัพย์สินมาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมเป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ

โดยหุ้นชินคอร์ป 48% ที่ขายให้กับกองทุนเทมาเซกเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน และพ.ต.ท.ทักษิณไม่แสดงรายการหุ้นดังกล่าวต่อป.ป.ช. ซึ่งต่อมาวันที่ 23 ม.ค. 2549 พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นให้แก่ กลุ่มกองทุนเทมาเซก โดยมีบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัทแอสแพน โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ซื้อจำนวน 69,722,880,932.05 บาท และตั้งแต่ปี 25462548 ชินคอร์ปได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับจากหุ้นทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นการได้มาโดยไม่สมควร

นอกจากนี้ จากพยานหลักฐานยังฟังได้ว่า บริษัท วินมาร์ค และบริษัท แอมเพิลริช เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ โดยให้บุตรและเครือญาติถือหุ้นแทน โดยการซื้อขายกันนั้นเป็นราคาต้นทุนที่ซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดเป็นอันมาก และการซื้อขายจะไม่มีการชำระเงินจากผู้ซื้ออย่างแท้จริง แต่จะใช้วิธียืมเงินผู้ขายหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยเงินปันผลทั้งหมดต้องส่งคืนให้กับพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานทั้งหมด

นอกจากนี้ ระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรียังได้เอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัทในเครือ 5 กรณีคือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน 3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและเอไอเอส 4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัท ชินแซทฯ 5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงินจำนวน 4 พันล้านบาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทฯ

มาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัท ชินคอร์ป ทั้ง 5 ประการล้วนแต่มีลักษณะไม่สมเหตุผล บิดเบือนหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบของกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง จนทำให้วินิจฉัยได้ว่า เป็นประโยชน์โดยมิชอบที่ฝ่ายบริหารซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณดูแลรับผิดชอบ จงใจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนโดยเฉพาะ ส่วนผู้คัดค้านทั้ง 22 คนซึ่งถูกคตส. สั่งอายัดทรัพย์สินไว้ 73,667,987,902.60 บาท พร้อมดอกผล และด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอศาลโปรดพิจารณามีคำสั่งยกคำคัดค้านของพ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้าน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก