
ประชันวิสัยทัศน์ 'กรณ์-โอฬาร' ใคร (ตัวพ่อ) ผลาญงบประชานิยม
วิสัยทัศน์ของขุนคลังคนปัจจุบัน กรณ์ จาติ กวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
วิสัยทัศน์ของขุนคลังคนปัจจุบัน กรณ์ จาติ กวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ชำแหละนโยบายพรรคเพื่อไทยอย่างเผ็ดร้อน ขณะที่ โอฬาร ไชยประวัติ ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ก็ได้กล่าวถึงนโยบายการใช้งบ ประมาณที่สามารถสร้างงานได้มหาศาล
ใครจะผลาญงบประชานิยมมากกว่า?
นายกรณ์ วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ว่า เป็นนโยบายเหลวแหลก ไม่สามารถเป็นไปได้ตามหลักวิชาการหรือหลัก การเงินการคลังของประเทศ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ในตัวเลขในเชิงวิชาการว่าเป็นไปได้ไม่ รวมทั้งติดขัดในกรอบกฎหมาย
จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ประเมินรายได้ไว้ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งใช้เป็นงบประจำ 1.8 ล้านล้านบาท และงบลงทุน 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้เป็นงบขาดดุลประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่นโยบายพรรคเพื่อไทยพบว่าจะต้องมีการใช้จ่ายจำนวนมากไล่มาตั้งแต่โครงการลดภาษีนิติบุคลที่จะทำให้รัฐขาดรายได้จากการจัดเก็บรายได้ 1.5 แสนล้านบาท โครงการแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียน 8.6 ล้านคน เฉลี่ยเครื่องละ 2 หมื่นบาท จะตกเป็นเงิน 1.72 แสนล้านบาท
โครงการกองทุนตั้งตัวได้ที่ให้งบประมาณมหาวิทยาลัยทั้งหมด 169 แห่ง แห่งละ 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1.69 แสนล้านบาท โครงการขึ้นเงินเดือนให้ผู้จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะขึ้นให้เฉพาะข้าราชการและรัฐวิสาหกิจหรือไม่ แต่เท่าที่คำนวณจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 5.57 แสนล้านบาท
โครงการรับจำนำข้าวที่มีการตั้งราคารับจำนำไว้ ข้าวขาว 1.5 หมื่นบาท ข้าวหอมมะลิ 2 หมื่นบาท ซึ่งแพงกว่าราคาท้องตลาดเท่าตัว รัฐจะต้องแบกรับถึง 4.7 แสนล้านบาท โครงการแลนด์บริดจ์ 1 แสนล้านบาท เฉลี่ยสร้าง 4 ปี ตกปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท โครงการเขื่อนกั้น ทะเลใช้งบก่อสร้างเฉลี่ย 9 แสนล้านบาท ใช้เวลา 5 ปี ตกปีละ 1.8 แสนล้านบาท
สุดท้ายหากจะมีกระบวนการล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะต้องมีการคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทเข้าคลังไปแล้ว ยังไม่รู้จะใช้วิธีไหนนำเงินจำนวนนี้ออกมา ยังไม่รวมโครงการอื่นๆ อีก อาทิ โครงการเครดิตเกษตรกร คืนภาษีรถคันแรก พักหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย ที่ยังจะต้องใช้เงินอีกจำนวนมหาศาล
“พรรคการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลมาตลอด 2 ปี วันนี้เสนอโครงการต่างๆ ที่จะต้องมีการกู้เงินชดเชยประมาณ 2 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะกู้ได้เพียงปีละ 4.86 แสนล้านบาทเท่านั้น” นายกรณ์ กล่าว
กรณ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายประชาธิปัตย์เป็นไปได้เพราะมีตัวเลขงบประมาณชัดเจน อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกร 3 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างฮาร์เบอร์ซิตี้ 5,000 ล้านบาท ขยายวงเงินกู้ยืม กยศ.1.5 หมื่นล้านบาท พลิกโฉมเมืองท่องเที่ยว 4,700 ล้านบาท รวมงบ ประมาณที่ใช้แต่ละโครงการยังอยู่ในกรอบการกู้เงินตามที่กฎหมายกำหนด
ด้าน โอฬาร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจใน 10 ปีข้างหน้า จะใช้ทรัพยากรบุคคลที่ไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ สำหรับโครงการลงทุนของพรรคจะนำมาจาก 1.งบประมาณรายจ่ายของรัฐไม่เกิน 40% 2.สินเชื่อจากการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนประมาณ 45% 3.เงินลงทุนจากประชาชนผ่านตลาดหุ้น 15%
“ในช่วงปี 2555-2559 อัตรา Public debt to GDP จะลดลงต่ำกว่าปัจจุบันเพราะรายได้ประชาชาติ GDP จะเพิ่มในอัตราสูงกว่าอัตราเพิ่มของยอดหนี้สาธารณะจากนโยบายสร้างรายได้ประชาชาติของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเป็นเงินลงทุนร่วมจากภาคเอกชน” โอฬาร กล่าว
นอกจากนี้ จะปรับค่าจ้างขั้นต่ำแรงงานมีคุณภาพ 300 บาทต่อวัน จะปรับเงินเดือนข้าราชการที่มีศักยภาพ และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จะฝึกอบรมให้คนงานและลูกจ้างมีความสามารถตามความต้องการนายจ้างและสร้างผลผลิตมากขึ้น ทำให้ธุรกิจมีกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น และส่งเสริมการลงทุนให้ธุรกิจเอกชนขนาดเล็กและกลาง ในปี 2555 จะมีคนมีงานทำทั้งเต็มเวลา และบางส่วนของเวลาประมาณจะมี 38 ล้านคน กระจายทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ภาคเกษตร ซึ่งทำงานเพียง 7 เดือน เท่ากับเหลือเพียง 30 ล้านคนที่ทำงานเต็มเวลา 12 เดือน
อีกทั้งตามนโยบายการจัดการน้ำจะสร้างงานเพิ่มเติมได้ปีละ 5-6 แสนคน โดยจะเพิ่มในภาคเกษตรจะเติบโตสูงกว่าภาคอื่น เช่น อาหารและพืชพลังงานทดแทน มันสำปะหลัง อ้อย
โอฬาร วิเคราะห์ว่า ในอนาคตอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูง เช่น ยานยนต์ อะไหล่ยนต์ เมื่อมีการย้ายฐานเทคโนโลยีมาไทย จะเสริมการท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นอยู่แล้ว จะมีคนมาเรียนที่เมืองไทยมากขึ้น มีแพทย์ที่ชำนาญระดับโลก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต จึงจะเป็นทั้งการท่องเที่ยวและการรักษาตัว หรือ Medical Tourism ซึ่งจะสร้างงานได้อีก 5-6 แสนตำแหน่งต่อปี







