
เงินไหลเข้าผันผวน-การเมืองร้อน ได้โอกาสลุยเก็งกำไร
การเทขายหุ้นอย่างหนักของบรรดานักลงทุนต่างชาติที่เป็นขาใหญ่ในห้วง 8-9
การเทขายหุ้นอย่างหนักของบรรดานักลงทุนต่างชาติที่เป็นขาใหญ่ในห้วง 8-9
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การเทขายหุ้นอย่างหนักของบรรดานักลงทุนต่างชาติที่เป็นขาใหญ่ในห้วง 8-9 วันที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณร้ายที่เตือนให้เห็นพิษภัยของเงินทุนไหลเข้าระลอกใหม่ ที่กำลังก่อตัวเข้าเก็งกำไรสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินและตลาดทุนไทย
เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนเทขายหุ้นและตราสารหนี้ไป 7.6 หมื่นล้านบาท
ดัชนีตลาดหุ้นจากที่เคยสูงสุด 1,160 จุด เมื่อ 2-3 เดือนก่อนหน้า ถูกแรงเทขายอย่างต่อเนื่องจนอ่อนยวบมาอยู่ระดับ 1,000 จุดในวันนี้
แค่สัปดาห์ที่ผ่านมาสัปดาห์เดียว ต่างชาติเทขายหุ้นออกไปถึง 1.77 หมื่นล้านบาท
13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ต่างชาติขายออกไปอีก 858 ล้านบาท
ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำเอาตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้สะเทือนไปไม่น้อย และถกเถียง วิเคราะห์กันไปข้างหน้าว่า จะมีการเทขายและขนเงินออกไปมากน้อยแค่ไหน!
กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ออกมาเปิดเผยว่า ช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา ต่างชาติขนเงินเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือดีดลูกคิดเป็นเงินไทยก็ตก 9 หมื่นล้านบาท
แต่มาถึงวันนี้ต่างชาติเทขายหุ้นทิ้งแบบเทกระจาดไปแล้ว เพราะผวากับพิษของการเมือง กลัวรัฐบาลใหม่ไม่ใช่รัฐบาลเดิม นโยบายเศรษฐกิจไม่ต่อเนื่อง จึงเทขายทั้งหุ้นและตราสารหนี้เพื่อทำกำไร ลดความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติที่ขนเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ดัชนี 800-900 จุด ยังมีเงินในตลาดหุ้นอีกก้อนใหญ่ที่พร้อมขายออกทำกำไรหนีตาย หากรัฐบาลใหม่หน้าตาออกไม่เหมือนเดิม เพราะขายออกไปอย่างไรก็ยังได้กำไรจากการลงทุน
ข้อมูลของ กรณ์ เป็นการยืนยันได้ว่า ที่ผ่านมาเงินทุนต่างประเทศไหลสะสมเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท และกำลังเป็นภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิด สร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นไทย เพราะการเมืองที่เริ่มไม่แน่นอนและไม่น่าไว้วางใจ อาจจะดูเป็นเรื่องของการเมืองมากไป
แต่หากนำมาพิจารณาประกอบกับข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ประเมินการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างประเทศในไตรมาสแรกปี 2554 พบว่า นักลงทุนต่างชาติจะเทขายหุ้นจากปัญหาการเมือง
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรกพบว่ามีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนั้นมีการนำเงินเข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าประมาณ 14 เท่า
เพราะในปัจจุบันนั้นอัตราดอกเบี้ยของไทยสูงกว่าต่างประเทศมากกว่า 2.50%
แค่ขนเข้ามาหากินกับดอกเบี้ย แลกกับการจ่ายค่าสวอปอัตราแลกเปลี่ยนนิดหน่อยไม่ถึง 0.25% และบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้ดีก็อ้วนพีไปตามๆ กัน
สศค.ชี้ช่องให้เห็นว่า เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาจะมีการโยกหากำไรอย่างต่อเนื่อง จากทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ยในตลาดตราสาร และกำไรจากตลาดหุ้น
ขณะนี้มีการประเมินว่าเงินทุนต่างชาติที่ขนเงินเข้ามาลงทุนจะได้จากกำไรทั้งสามเด้งแบบไม่ยากเย็น
หนึ่ง นำเงินทุนเข้ามาตอนเงินบาทอ่อน เมื่อแลกเป็นเงินบาทก็ได้เงินจำนวนมากเมื่อนำออกตอนแข็งค่า
สอง ลงทุนได้กำไรจากตลาดหุ้น ก็โยกเงินไปนอนกินดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดพันธบัตร
สาม นอนรอจังหวะเงินบาทแข็ง ก็ขนเงินออกได้กำไรอีกต่อหนึ่ง
เทียวไล้เทียวขื่อเยี่ยงนี้ ขนเงินมาลงทุน รอจังหวะทำกำไรก็ขนเงินออกไปในต่างประเทศ และรอเงินบาทไทยอ่อนก็เริ่มเข้าลงทุนรอบใหม่
การทำกำไรเยี่ยงนี้น่าสนใจในการลงทุนมั้ย?
เดือน ม.ค. มีการเทขายหุ้นของนักลงทุน 2.86 หมื่นล้านบาท แต่มีเงินขนเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ 1.27 แสนล้านบาท
เดือน ก.พ. ทุนนอกเข้ามาซื้อหุ้น 8,432 ล้านบาท และมีทุนนอกเข้ามาลงทุนตราสารหนี้ 8.3 หมื่นล้านบาท
เดือน มี.ค. ทุนนอกเข้ามาซื้อหุ้นสุทธิอีก 1.95 หมื่นล้านบาท และเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้อีก 8.1 หมื่นล้านบาท
พอถึงเดือน เม.ย. เงินนอกยังทะลักไทยเข้ามาซื้อหุ้นสุทธิ 2.95 หมื่นล้านบาท และเข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ 1.63 แสนล้านบาท
เดือน พ.ค. เริ่มมีการทำกำไรด้วยการเทขายหุ้นออกไป 1.68 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินทุนที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ก็เหลือเพียง 1.9 หมื่นล้านบาท
เฉพาะช่วงวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ทุนนอกเทขายหุ้นออกไปรวดเดียว 1.38 หมื่นล้านบาท และลงทุนในตราสารหนี้แค่ 1,500 ล้านบาทเท่านั้น
จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประเมินว่า สิ่งที่ได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้า ที่น่าเป็นห่วงมากสุดตอนนี้เห็นจะเป็นการเก็งกำไรกินดอกเบี้ยในตราสารหนี้ ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของตลาดตราสารหนี้
โดยตราสารหนี้ระยะสั้นแค่ 1 ปี กลับมีผลอัตราตอบแทนใกล้เคียงกับตราสารหนี้อายุ 10 ปี โดยอยู่ที่ประมาณ 3% กว่า
ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้การระดมเงินลงทุนในอนาคตต้องแบกรับต้นทุนในอัตราที่สูง
ขณะที่ กุลวีร์ สภาวสุ เศรษฐกรชำนาญการ สศค. ได้ทำบทวิเคราะห์เรื่อง “เงินทุนโลก ตลาดตราสารหนี้ไทยและวิกฤตการเงินครั้งต่อไป” เสนอให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังรับทราบสถานการณ์ว่า ใน 4 เดือนแรกของปีนี้มีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ถึง 4 แสนล้านบาท เทียบกับปี 2553 ที่ผ่านมา ทั้งปีมีเงินไหลเข้าเพียง 3 แสนล้านบาทเท่านั้น
สาเหตุที่เงินไหลเข้ามามากเพราะค่าเงินสหรัฐอ่อนค่า ทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ กินกำไรส่วนต่างดอกเบี้ย และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่า แนวโน้มของเงินทุนต่างชาตินั้นคาดว่าจะยังมีเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง จากทิศทางการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยเศรษฐกิจยังขยายตัวได้สูงกว่าการขยายตัวของประเทศสหรัฐและยุโรปมาก
เศรษฐกรชำนาญการของ สศค. ประเมินว่า การไหลเข้ามาของเงินจำนวนมากถือเป็นดาบสองคม กล่าวคือ ให้ทั้งประโยชน์ และสร้างความผันผวน ค่าเงินบาทไทยแข็งค่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ แถมยังเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศอีกด้วย
ที่สำคัญ ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงจากการไหลออกของเงินทุนอย่างฉับพลันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เนื่องเพราะจากการตรวจสอบพบว่า เงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อขายตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เหมือนการเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียในช่วงปี 2540
จากข้อมูลของแต่ละฝ่ายล้วนมีทิศทางเดียวกัน ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนรอบใหม่เป็นเรื่องที่นิ่งนอนใจไม่ได้
จึงเป็นงานใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะกำกับดูแลเงินทุนไหลเข้าออกโดยตรง และหามาตรการรองรับไว้แต่เนิ่นๆ
เพราะในช่วงสุญญากาศทางการเมือง ความอ่อนไหวของรัฐบาลที่ยังต้องลุ้นกันเหนื่อยนั้น บรรดาพญาเหยี่ยวกำลังฉวยโอกาสเก็งกำไรในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นดีหรือลบของประเทศ สร้างผลประโยชน์
โดยทิ้งซากความเสียของประเทศไว้ข้างหลังได้ทุกเมื่อ...







