
เชื่อมั่นพ.ค.ฟื้นในรอบ4เดือน
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ฟื้นครั้งแรกรอบ 4 เดือน
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ฟื้นครั้งแรกรอบ 4 เดือน
เหตุเชื่อเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งดี เตือนอย่าใช้ประชานิยมมาก กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นจาก 79.6 เดือน เม.ย. ไปเป็น 80.4 ในเดือน พ.ค. 2554 เป็นการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
ทั้งนี้ เพราะดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ในอนาคตเป็นตัวดันความเชื่อมั่นให้ปรับตัวสูงขึ้น เพราะประชาชนมีความคาดหวังว่า หลังเลือกตั้งเดือน ก.ค. รัฐบาลใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับขณะนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง รัฐบาลเข้ามาดูแลราคาสินค้าหลายตัว ความกังวลในเรื่องค่าครองชีพจึงผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม การบริโภคปัจจุบันยังคงทรงตัวต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งปัจจัยนี้ยังคงเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ โดยจากผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีความคาดหวังว่าราคาสินค้าในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวสูงขึ้นมาก 48.4% ปรับตัวสูงขึ้น 45.1% ไม่เปลี่ยนแปลง 5% และปรับตัวลดลง 1.5% สะท้อนว่าผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก
“หลังจากนี้คงต้องจับตามองดัชนีความเชื่อมั่นในเดือน มิ.ย. เนื่องจากจะเป็นตัวชี้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ตอนนี้คาดเดายากว่าฟื้นตัวหรือไม่ ปัญหาค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และสถานการณ์หลังการเลือกตั้ง” นายธนวรรธน์ กล่าว
อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นถึง 5% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยมีโอกาสที่จะเห็นการปรับดอกเบี้ยครั้งละ 0.75% เพื่อคุมเงินเฟ้อ โดย 2 ปัจจัยนี้จะเป็นตัวบั่นทอนอำนาจซื้อของประชาชนในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมทั้งสถานการณ์หลังการเลือกตั้งหากมีความสงบเรียบร้อยประชาชนก็จะมีความเชื่อมั่นและเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยในภาพรวมยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 4% เพราะการส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยวยังเติบโตดี
สำหรับการหาเสียงของพรรคการเมืองในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนเข้าใจว่านโยบายประชานิยมที่ใช้หาสียงจะถูกนำมาใช้จริง







