
ตลาดเกิดใหม่เตรียมตัวกระอักทุนทะลักล้านล้าน..!
หลังจากที่ตลาดเกิดใหม่ระดมสรรพกำลังผลักดันมาตรการต่างๆ
หลังจากที่ตลาดเกิดใหม่ระดมสรรพกำลังผลักดันมาตรการต่างๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากที่ตลาดเกิดใหม่ระดมสรรพกำลังผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อสะกัดกั้นกระแสทุนไหลเข้า เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จนสามารถควบคุมกระแสทุนได้ในระดับหนึ่ง
บวกกับการผ่านมาตรการร่วมกันของสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศในยุโรปที่ประสบกับวิกฤตหนี้สาธารณะ ทำให้ยุโรปสามารถเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้บางส่วน ช่วยชะลอกระแสทุนไหลออกจากภูมิภาคเพื่อหนีไปยังตลาดเกิดใหม่
ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นระยะเวลาช่วงสั้นๆ ราวเดือน มี.ค.เม.ย. ช่วยให้ระบบการเงินของตลาดเกิดใหม่ของเอเชียและยุโรปมีเสถียรภาพขึ้น โดยที่ตลาดเกิดใหม่ไม่ต้องกังวลว่ากระแสทุนจะยังผลให้ค่าเงินแข็งจนกระทบต่อภาคส่งออก ส่วนยุโรปไม่ต้องกังวลว่านักลงทุนจะสิ้นความเชื่อมัน จนต้องเผ่นหนีเป็นพัลวัน ตอกย้ำวิกฤตหนี้ให้เลวร้ายลง
ช่วงเวลาที่ระบบการเงินโลกเข้าที่เข้าทางมีอายุสั้นอย่างคาดไม่ถึง ไม่เพียงยุโรปจะแก้ปัญหาตัวเองไม่สำเร็จเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นกดดันให้นักลงทุนต้องรีบเททุนมายังตลาดเกิดใหม่ ในอัตราความเร็วที่มากกว่าเดิม และมูลค่าเม็ดเงินสูงกว่าเดิม
สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ซึ่งเป็นสถาบันที่ปรึกษาของธนาคารชั้นนำของโลกกว่า 400 แห่ง ประเมินว่า ในปีนี้ปริมาณทุนที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่จะสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อปี 2553 เงินทะลักเข้าตลาดเกิดใหม่ถึง 9.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากถึง 54% จากเมื่อปี 2552 ในจำนวนนี้มีถึง 40% ที่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีส่วนกระตุ้นการขยายตัวของประเทศเหล่านี้ และช่วยกระตุ้นการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก
ในมุมมองนี้ หมายความว่า ยิ่งเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มากเท่าไร เศรษฐกิจโลกยิ่งฟื้นตัวเร็วมากขึ้นเท่านั้น
มุมมองนี้สะท้อนทัศนะของนักลงทุนโดยตรง เพราะ IIF คาดว่า ถึงแม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของตลาดเกิดใหม่จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 6.1% ในปี 2555 จาก 7.2% เมื่อปี 2553 แต่ยังถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพัฒนาแล้ว
ตัวเลขข้างต้นสอดคล้องกับหลายสำนัก ล่าสุดคือตัวเลขจากองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ที่คาดว่าประเทศพัฒนาแล้วจะขยายตัวที่ 2.3% ในปีนี้ และ 2.8% ในปีหน้า
ถึงประเทศตะวันตกจะสามารถหลุดพ้นจากภาวะซบเซาและวิกฤตหนี้ได้สำเร็จ แต่ด้วยอัตราการขยายตัวต่ำยืดเยื้อจะเป็นเหตุผลให้นักลงทุนขนเงินเข้ามาทำกำไรในตลาดเกิดใหม่ต่อไป
IIF จึงประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนที่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อาจจะขยายตัวถึง 1.056 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 และ 1.041 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 ลง
แม้จะเป็นการขยายตัวในระดับพอประมาณ แต่เป็นเพราะเม็ดเงินเริ่มเต็มอิ่มในตลาด เนื่องจากทะลุหลักล้านล้านแล้ว หากยังมีที่ทางให้กับการลงทุน ย่อมจะมีเงินไหลบ่าเข้ามาอีก
ล่าสุด มีปัจจัยใหม่เข้ามาเป็นตัวแปรอีก 2 ปัจจัย
สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐที่เริ่มส่ออาการง่อนแง่นอีกครั้ง เมื่อดัชนีภาคการผลิตช่วงเดือน พ.ค. ดิ่งลงมาอยู่ที่ 53.5 จาก 60.4 ช่วงเดือน เม.ย. และจากที่เคยสูงถึง 61.4 เมื่อเดือน ก.พ.
นอกจากนี้ การจ้างงานในภาคธุรกิจยังลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 1.77 แสนคน ในเดือน เม.ย. เหลือเพียง 3.8 หมื่นคน ในเดือน พ.ค. ทั้งที่นักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 1.8 แสนคน
ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือความโกลาหลในตะวันออกกลาง ซึ่งยังผลให้นักลงทุนที่เคยฝากความหวังไว้กับภูมิภาคนี้ จากแนวโน้มราคาน้ำมันที่จะแพงขึ้น ต้องทบทวนยุทธศาสตร์การลงทุนเสียใหม่ และมีไม่น้อยที่ถอนทุนจากตะวันออกกลางมายังเอเชีย หรือละตินอเมริกา
IIF ประเมินว่า ในปีนี้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตะวันออกกลางจะเหลือเพียง 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวเลขประเมินเดิมที่ 5.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะอียิปต์ประเทศเดียวคาดว่าเงินจะไหลออกประเทศถึง 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ความหวังที่จะเห็นยุโรปรอดพ้นจากวิกฤตหนี้สาธารณะยิ่งเลือนรางลง เมื่อบริษัท Moody’s ปรับเพิ่มอัตราส่วนความเป็นไปได้ที่กรีซจะไม่สามารถชำระหนี้สินได้ โดยอัตราส่วนความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว 50%
ยิ่งมีปัจจัยใหม่บวกกับปัจจัยเดิมที่เลวร้ายลง ยิ่งบีบกระแสทุนให้เข้าได้เพียงช่องทางเดียว นักลงทุนย่อมไม่มีทางเลือกอื่น
นักลงทุนอาจรู้สึกปลอดภัยที่นำเงินเข้ามาฝากฝังไว้กับกลุ่มประเทศที่มีอนาคตทางเศรษฐกิจมากที่สุด แต่ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะยิ่งรู้สึกกังวล และต้องกุมขมับไม่หยุดหย่อน เพราะเริ่มจนหนทางที่จะนำมาใช้ควบคุมทุน
ต่อจากนี้ตลาดเกิดใหม่อาจต้องหวังพึ่งความช่วยเหลือจากภายนอก
ที่ผ่านมาองค์กรการเงินระดับโลกแสดงความกังวลกับกระแสทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ แต่ที่ทำได้เพียงแค่กระตุ้นให้ตลาดเกิดใหม่ใช้มาตรการปกป้องตัวเองเท่านั้น
อย่างน้อยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังให้ความหวังไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อนั้นกระแสทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่จะลดวูบ
แต่การรอให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยมีปัญหา 2 อย่าง
อย่างแรก เฟดยังไม่แสดงสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร ซึ่งหากเป็นเมื่อช่วงก่อนวิกฤต เฟดมักแย้มพรายให้นักลงทุนได้รับทราบบ้าง แต่ในระยะหลังเริ่มเก็บอาการมากขึ้น ทำให้เกิดการคาดเดากันไปต่างๆ นานา
ปัญหาอย่างที่สอง หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยในทันทีทันใดจะส่งผลให้ทุนนอกถอนตัวจากตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็วเกินไป ทำให้เศรษฐกิจล้มครืนลงในทันทีโดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มีสูงมาก เนื่องจากเฟดเริ่มสงวนท่าทีเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ย
ทุนไหลเข้าย่อมเป็นคุณหากเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดเกิดใหม่ แต่จะกลายเป็นโทษหากเข้ามาทำกำไรในระยะสั้น แต่บั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ตลาดเกิดใหม่ยังไม่พ้นวิบากกรรมทุนไหลเข้า จนกว่าประเทศพัฒนาแล้วจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ สลัดพ้นจากวิกฤตนานัปการ
กว่าจะถึงวันนั้นความแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่เสื่อมถอยลงไปมาก







