
ผลิตแพทย์นานาชาติ เพื่อใคร?
...นพ.อำพล จินดาวัฒนะ
ประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตแพทย์ใช้เองมานานแล้ว เป็นการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ดังจะเห็นได้จากสมัยหนึ่งแพทย์ไทยเดินทางไปขุดทองในอเมริกาได้อย่างสบาย และปัจจุบันก็มีชาวต่างชาติเข้ามารักษาตัวกับแพทย์ไทยในบ้านเราปีละเป็นล้านคน
นโยบายผลิตแพทย์ของรัฐบาลไทยที่ผ่านมามีความชัดเจนว่ามุ่งผลิตเพื่อมาทำงานบริการพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความพยายามผลิตเพื่อมุ่งแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทอย่างต่อเนื่อง
วิชาชีพแพทย์เป็นวิชาชีพที่ต้องทำงานเชิงมนุษยธรรม แตกต่างกับการผลิตบุคลากรสาขาทั่วไป จึงปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยไปตามนั้น คนยากจน คนในชนบทจะไม่มีแพทย์คอยให้บริการพวกเขา คนมั่งมีและคนมีโอกาสสูงในสังคมเท่านั้นจะได้รับบริการที่ดี
การผลิตแพทย์ต้องใช้ทรัพยากรสาธารณะ ใช้ชีวิตเลือดเนื้อคนไทยเป็นแหล่งฝึกฝนความชำนาญทางวิชาชีพ รัฐบาลจึงกำหนดให้แพทย์ที่เรียนจบในประเทศไทยทุกคนต้องออกไปทำงานบริการประชาชนในชนบท ในส่วนภูมิภาคหรือในหน่วยงานที่ขาดแคลน ทั้งนี้ก็เพื่อให้แพทย์ได้รับใช้สังคมเป็นการตอบแทนที่ทำให้เขาได้เติบโตจนมีวิชาชีพติดตัว
พร้อมๆ กันนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขและคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ก็มีนโยบายขยายโอกาสให้นักเรียนในส่วนภูมิภาคได้เข้าเรียนแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อกลับไปทำงานในภูมิภาคของตน ซึ่งจะทำให้พวกเขาอยู่ทำงานได้นานกว่านักเรียนแพทย์ที่มาจากกรุงเทพหรือเมืองใหญ่ เป็นการแก้ปัญหาการกระจุกตัวของแพทย์ในเมือง และเป็นการเพิ่มความเป็นธรรมในสังคมอีกด้วย ทั้งในแง่โอกาสทางการศึกษาและการจัดบริการเพื่อคนในชนบท
แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่ปัญหาก็ยังดำรงอยู่ ชนบทยังขาดแคลนแพทย์อย่างเรื้อรังมาโดยตลอด ดังนั้นหากมีคณะแพทยศาสตร์แห่งใดที่ยังมีศักยภาพล้นเกินอยู่ ก็น่าจะนำศักยภาพส่วนนั้นมาเพิ่มการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทเป็นสำคัญ
การเปิดหลักสูตรแพทย์นานาชาติ หรือที่ปรับเรียกใหม่ว่าเป็นหลักสูตรแพทย์ภาษาอังกฤษ มองยังไงก็ไม่ไช่การผลิตแพทย์เพื่อสนองความต้องการของคนไทยในชนบท หรือแม้แต่คนไทยในเมืองก็ตาม เพราะถ้าต้องการสนองคนไทย ก็ไม่จำเป็นต้องทำหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษแต่อย่างใด
ถ้าบอกว่าแพทย์ไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ ทำให้ตามสากลไม่ทัน ก็ดูว่าไม่น่าจะจริง เพราะแพทย์ไทยทำงานกับสากลได้สบาย ที่ให้บริการชาวต่างชาติอยู่ในทุกวันนี้ก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย และถ้านักเรียนแพทย์ไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษจริง ก็สามารถพัฒนาเพิ่มการเรียนการสอนในหลักสูตรแพทย์ปกติได้อยู่แล้ว เหมือนกับสมัยหนึ่งที่คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีก็สอนนักเรียนแพทย์ระบบปกตินี้ด้วยภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องแยกทำหลักสูตรใหม่แต่ประการใด
การผลิตแพทย์นานาชาติหรือแพทย์หลักสูตรภาษาอังกฤษที่ทำขึ้นมาใหม่ จะมีการรับนักเรียนระบบพิเศษ เสียค่าเล่าเรียนแพงเป็นพิเศษ ลูกหลานคนทั่วไปแม้จะมีความสามารถเรียนได้ก็จะไม่มีโอกาสเรียน เพราะไม่มีเงินมากพอ เป็นการเปิดโอกาสให้คนมีโอกาสที่ได้เปรียบคนทั่วไปในสังคมอยู่แล้วได้เปรียบเพิ่มขึ้น หรืออาจเรียกว่า
“เอาเปรียบ” เพิ่มเข้าไปอีก และเมื่อคนกลุ่มนี้เรียนจบ เขาก็จะไม่ใช่แพทย์ที่ผลิตเพื่อรับใช้คนไทยในชนบทหรือแม้แต่คนไทยทั่วไป เพราะถ้าจะมุ่งรับใช้คนไทย ก็เรียนตามหลักสูตรปกติได้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือ เมื่อเสียเงินลงทุนเรียนไปมาก เขาก็ต้องหาช่องทางถอนทุนให้ได้มากๆ เป็นเงาตามตัว ใครจะไปมั่วแต่รักษาตาสีตาสายายมาป้ามีกันอยู่ดังนั้น เป้าหมายของการผลิตและของนักเรียนแพทย์กลุ่มนี้ก็อยู่ที่การไปทำงานให้กับประเทศที่มีกำลังซื้อสูงๆ หรือไม่ก็การบริการชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาในเมืองไทยนั่นเอง
ซึ่งนั่นหมายความว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ใช้ทรัพยากรสาธารณะของคนไทยไปเพื่อเตรียมตัวไปรับใช้คนต่างชาติ ในขณะที่คนไทยยังขาดแคลนแพทย์ที่จะทำงานเพื่อคนไทยอีกเป็นจำนวนมาก อย่างนี้จะเป็นการใช้ทรัพยากรของชาติอย่างถูกทิศทางหรือ
บางคนบอกว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว การผลิตคนของชาติควรคิดถึงการเตรียมรับใช้พลโลก ไม่ใช่รับใช้แค่คนไทย ฟังแล้วก็ดูดี เพราะเป็นการมองอย่ามีวิสัยทัศน์เปิดกว้าง
ถ้าจะผลิตวิศวกรการบินนานาชาติที่อาจไปทำงานนาซาก็ได้ หรือผลิตนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารธุรกิจหรือการเงินเพื่อที่จะไปทำงานที่ประเทศไหนก็ได้ อย่างนั้นน่าจะถูกต้อง เป็นการคิดแบบมองกว้างทั้งโลกและให้ทุกอย่างเป็นไปตามตลาด ซึ่งการศึกษาไทยควรคิดอย่างนั้น
แต่กับการศึกษาแพทย์คิดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเป็นวิชาชีพเชิงมนุษยธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และที่สำคัญคือ คนไทยยังขาดแคลนแพทย์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท สังคมไทยจึงควรใช้ทรัพยากรสาธารณะที่มีอยู่ทั้งหมดทำการผลิตแพทย์เพื่อคนไทยเป็นอันดับแรก
จนกว่าวันหนึ่ง ถ้ากำลังผลิตล้นแล้ว ประเทศไทยหมดปัญหาการขาดแคลนแพทย์แล้ว เราจะตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อไปทำงานให้กับชาวต่างชาติเพื่อให้ได้เงินเข้าประเทศมากๆ ก็คงไม่มีใครว่าอะไร
แต่วันนั้นยังมาไม่ถึง
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลปล่อยให้คณะแพทย์แห่งหนึ่งเปิดหลักสูตรนานาชาติหรือหลักสูตรภาษาอังกฤษได้ ก็จะมีอีกหลายคณะเปิดตามมา แทนที่จะช่วยกันเร่งผลิตแพทย์เพื่อคนไทย ก็จะเกิดปรากฏการณ์แข่งขันกันผลิตแพทย์เพื่อสนองตลาดที่มีผลตอบแทนสูงกว่า
“
ไหใหญ่ที่ล้นอยู่แล้ว ก็จะยิ่งล้น ในขณะที่ไหน้อยที่บ่เคยเต็ม ก็จะพร่องลงไปอีก”






