
การสร้างผู้บริหารประเทศ
ในอดีตทุกคนเชื่อว่าภาวะผู้นำเป็น “พรสวรรค์”
ในอดีตทุกคนเชื่อว่าภาวะผู้นำเป็น “พรสวรรค์”
โดย..พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ที่ธรรมชาติสร้างให้กับบุคคลผู้นั้น เพราะภาพลวงตาที่เห็น “ทายาท” ผู้สืบทอดอำนาจส่วนใหญ่มีความเป็นผู้นำสูง ซึ่งในข้อเท็จจริงความ “เก่ง” นั้น เกิดจากการอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้มีความเป็นผู้นำสูง และได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้นำคนก่อน
ต่อมานักวิชาการพบว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้ผู้นำแบบพรสวรรค์ไม่สามารถตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ จึงพยายามค้นคว้าหาวิธีสร้างผู้นำที่เรียกว่า “พรแสวง” และเขียนตำราขึ้นมาหลายสำนักคิด เช่น ทฤษฎีลักษณะผู้นำ ทฤษฎีพฤติกรรมผู้นำ ทฤษฎีผู้นำเชิงสถานการณ์ ทฤษฎีผู้นำเปลี่ยนแปลงสภาพ
นักบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้เสนอแนวคิดว่า ผู้นำยุคใหม่จะต้องมีบทบาททั้งผู้นำ ผู้บริหาร และผู้บังคับบัญชาในเวลาเดียวกัน จึงต้องสร้างให้มีความรู้ ทักษะการบริหารจัดการ ค่านิยม ทัศนคติ และบุคลิกภาพ ที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมของการบริหารองค์กรในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการกำหนดเส้นทางสู่การดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กร (Career Path) และแผนการเข้าสู่ตำแหน่ง (Successor Planning) ขึ้น โดยมีการฝึกและประเมินผลกันอย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลผู้นั้นดำรงตำแหน่งที่สำคัญ และแก้ปัญหาขององค์กรในอนาคตได้
แนวคิดนี้ได้มีหลายประเทศนำมาใช้ในการบริหารประเทศ เพราะถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ประเทศก็คือองค์การขนาดใหญ่ที่มีคนจำนวนมากมารวมกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน และมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ การรักษา “ผลประโยชน์ของชาติ” (National Interest)
ถ้าพิจารณาเชิงโครงสร้าง ผู้บริหารประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะมาจากการเลือกตั้ง และจัดเป็นคณะกรรมการบริหารเช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจ แต่เรียกว่า “คณะรัฐมนตรี” มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และมีข้าราชการประจำเป็นผู้ปฏิบัติงานตามนโยบาย โดยมีรัฐสภาเป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
สิ่งที่แตกต่างกันมาก คือ การบริหารองค์กรธุรกิจ ถ้าผู้บริหารตัดสินใจผิดอย่างมากที่สุดบริษัทก็ล้มละลาย แต่ถ้าเป็นประเทศร้ายแรงกว่านั้น เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียอธิปไตยบางส่วน เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ หรือสูญเสียทั้งหมด ซึ่งหมายถึง สิ้นชาติ
ดังนั้น การเลือกบุคคลเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ จึงต้องมีกระบวนการที่ละเอียดรอบคอบกว่าบริษัท โดยต้องพยายามหาผู้นำที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ และตัดสินใจได้ดีอย่างรวดเร็วในทุกโอกาส
Richard L. Daft ได้ทำการศึกษาเรื่องข้อจำกัดในการตัดสินใจของผู้นำประเทศในโลกตะวันตกหลายคน พบว่าทุกคนประสบกับข้อจำกัดในการตัดสินใจการกำหนดนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ 3 ด้าน คือ ด้านบุคคล ด้านการจัดการ และด้านตัวผู้บริหารเอง โดยมีปัจจัยเสริมที่สำคัญ คือ บุคคลใกล้ชิด
ด้านบุคคลมีปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ เวลาในการตัดสินใจ ข้อมูล และทรัพยากรที่มีอยู่จริง
ด้านการจัดการองค์กร ได้แก่ จริยธรรมและวัฒนธรรมของประเทศ โครงสร้างการบริหารประเทศ การสนับสนุนจากการเมืองภายใน และความร่วมมือหรือพันธกรณีกับมิตรประเทศ
ด้านตัวผู้นำ ได้แก่ รูปแบบของลักษณะผู้นำ การควบคุมอารมณ์ ความต้องการมีชื่อเสียง
ส่วนปัจจัยด้านบุคคลใกล้ชิดนั้น พบว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจของผู้นำ เพราะ “กุนซือ” เหล่านี้เป็นผู้ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และบุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจมากที่สุด คือ ภริยาของผู้นำ
อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ ทำให้สื่อมวลชนตะวันตกสนใจกับลักษณะนิสัยของภริยาผู้นำประเทศเป็นพิเศษ และให้ความสนใจกับสถานภาพครอบครัวของผู้นำด้วย รวมทั้งมีการสร้างกระแสสังคมปฏิเสธพฤติกรรมที่เสื่อมเสียด้านเพศของผู้นำประเทศด้วย เพราะสิ่งนี้เป็นตัวชี้วัดว่า ไม่สามารถควบคุมความต้องการหรือ “กิเลส” ของตนเองได้
ในเรื่อง “กิเลส” นี้ “ซุนหวู่” นักปราชญ์ชาวจีนได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับปัญหาการควบคุมกิเลสในจิตใจตนเองของผู้นำ โดยเรียกว่า “อันตรายของแม่ทัพ” 5 ลักษณะ ได้แก่ ผู้ที่รักประชาชนเอาใจมากเกินไป ผู้ที่เอาแต่ความกล้าหาญเข้าต่อสู้โดยไม่ไตร่ตรอง ผู้ที่หุนหันพลันแล่นเอาแต่อารมณ์ ผู้ที่ถืออุดมคติยึดมั่นในเกียรติยศ และผู้ที่กลัวคอยแต่จะเอาตัวรอด
จากข้อคิดของซุนหวู่สรุปได้ว่า ผู้นำจะต้องเป็น “คนดีมีคุณธรรม” โดยมีความสามารถในการควบคุมกิเลสในเรื่อง รัก โลภ โกรธ หลง และขลาดกลัวของตัวเองได้ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานเดิมของตน ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจในทางมิชอบจนทำให้ประเทศชาติเสียหายได้
ด้วยเหตุนี้หลายประเทศได้นำแนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มาใช้ในการสร้างผู้นำที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมของประเทศ และมีการประเมินความสามารถในการควบคุมกิเลสหรือความต้องการของผู้นำ โดยเน้นเรื่องการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้นำสามารถบริหารประเทศให้บรรลุ “ผลประโยชน์ของชาติ” ซึ่งหมายถึง ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และการมีเกียรติศักดิ์ศรีในเวทีการเมืองโลก ได้อย่างมีประสิทธิผล และเกิด “ประโยชน์สุข” แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
สำหรับประเทศที่ยังมีระบบการสืบทอดผู้นำด้วยระบบทายาท ส่วนใหญ่จะส่งทายาทไปศึกษาในสถานศึกษาของต่างประเทศที่มีชื่อเสียง และกลับมารับราชการเพื่อเรียนรู้ระบบบริหารราชการแผ่นดิน ในที่สุดบุคคลนี้ก็เป็นผู้นำประเทศที่มีคุณภาพได้เหมือนกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ คือ ทายาทของผู้นำกัมพูชา เป็นต้น
น่าสังเกตว่าข้าราชการหนุ่มๆ ของกัมพูชาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นทายาทนักการเมืองที่ผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ พูดภาษาอังกฤษสำเนียงเจ้าของภาษา มีบุคลิกภาพที่ดี ความรู้กว้างขวาง กล้าแสดงออก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของกัมพูชาได้เป็นอย่างดี
ในประเทศที่เป็นเผด็จการ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีระบบการคัดเลือกบุคคลด้วยการรับสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเข้มข้น โดยต้องมีคุณสมบัติเชิงประจักษ์ 3 ประการ คือ เรียนหนังสือเก่ง ไม่เคยทำผิดกฎหมาย และมีจิตสาธารณะเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
สมาชิกพรรคจะถูกคัดเลือกเป็นข้าราชการของรัฐ และเข้ากระบวนการออกแบบ ฝึกและประเมินผลเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารประเทศระดับต่างๆ ซึ่งจะเห็นว่าผู้นำจีน 4 คนสุดท้ายผ่านการ “สร้าง” ที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมของประเทศ จึงทำให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
ประเทศในระบอบประชาธิปไตยที่น่าสนใจในเรื่องการสร้างผู้นำ คือ ประเทศญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นสร้างประเพณีให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากหัวหน้าพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะต้องสร้างบุคคลที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารประเทศ และผ่านการประเมินผลงานจากประชาชนหลายระดับจนเป็นที่เชื่อถือศรัทธาในภาพรวม
นักการเมืองญี่ปุ่น โดยเฉพาะพรรค LDP ส่วนใหญ่เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นข้าราชการหรือนักธุรกิจตามวิชาชีพของตนระยะหนึ่ง เมื่ออายุประมาณ 30 ปี จะเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยให้มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินขององค์กรปกครองขนาดเล็ก
เมื่อผ่านการเป็นนายกเทศมนตรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด 12 วาระแล้ว จะเริ่มผันตัวเองเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเรียนรู้วิธีการกลั่นกรองกฎหมายและกำกับดูแลระบบราชการของประเทศ หลังจากนั้นจึงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียนรู้กระบวนการตรากฎหมายและการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน
หลังจากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “ที่ดี” ระยะหนึ่ง ก็จะเริ่มเป็นรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่มีโอกาสเป็นหัวหน้าพรรค หรือนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ จะมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง(รมว.)คลัง รมว.ต่างประเทศ และรมว.อุตสาหกรรมและการค้า (MITI)
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่านายกฯ ญี่ปุ่นจะต้องสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้กับประชาชนมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ตั้งแต่ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ จึงจะสามารถบริหารประเทศให้มีประสิทธิผลได้
บ้านเราปกครองระบอบประชาธิปไตยมา 79 ปี คงต้องยอมรับว่ามาตรฐานของผู้บริหารประเทศของเรายังต่ำกว่าประเทศอื่น
ดังนั้น จึงขอฝากเรื่องนี้ให้กับพรรคการเมืองที่ประกาศตนว่าเป็น “สถาบันทางการเมือง” จัดทำเป็นนโยบายของพรรคในการหาเสียงด้วย
ส่วนพรรคเฉพาะกิจ (Business Party) อย่าไปหวังเรื่องนี้จากเขาเลยครับ







