
ชทพ.ชูจุดยืนแก้รธน.คืนความเป็นธรรมพรรคการเมือง
"ชุมพล" ลั่นแก้รธน.50 ม.237 คืนความเป็นธรรมให้พรรคการเมือง วอนแยกแยะความผิดทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม จี้ “องอาจ”ถอดรายการยั่วยุสร้างความแตกแยก
"ชุมพล" ลั่นแก้รธน.50 ม.237 คืนความเป็นธรรมให้พรรคการเมือง วอนแยกแยะความผิดทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม จี้ “องอาจ”ถอดรายการยั่วยุสร้างความแตกแยก
ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงว่า การนิรโทษกรรมมีการนำมาพูดถึงตลอดเมื่อมีวิกฤตทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการล้างมลทิน อภัยโทษ และนิรโทษกรรม แต่คำว่านิรโทษกรรมที่ใช้กันตามปกติคือหลังปฎิวัติ ฉีกรัฐธรรมนูญ โดยนัยะคือไม่เคยทำผิดมาเลย แต่สังคมกำลังเข้าใจผิด ต้องแบ่งความผิดออกเป็น 2 ทางคือความผิดทางการเมือง และความผิดจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งความผิดทางการเมืองพรรคชาติไทยพัฒนาเห็นมาตลอดว่าต้องคืนความเป็นธรรมสำหรับพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเป็นความผิดที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่เป็นธรรม เหมือนกรณีของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา การเลือกตั้งปี 50 สมัครส.ส.แล้วถูกใบแดง แต่คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ากรรมการบริหารพรรคชาติไทยทั้งหมด 44 คนต้องถูกลงโทษไปด้วย
"เรื่องดังกล่าวกลายเป็นว่าคนเดียวทำผิดแต่ให้คนในบ้านทำผิดไปด้วย ถือว่าอยุธิธรรม ตรงนี้เป็นต้นเหตุของวิกฤตทางการเมืองทั้งหมด พรรคชาติไทยพัฒนาจึงชูธงที่จะช่วยเหลือสำหรับคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนความผิดของกระบวนการยุติธรรม พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ติดใจ ก็ให้ดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทั้งสองส่วนต้องแยกออกจากการกัน"นายชุมพลกล่าว
หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ส่วนวิธีการจะใช้วิธีนิรโทษกรรมหรือออกพ.ร.บ.คืนโทษก็ทำไม่ได้ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550อย่างเดียว เพราะผลออกมาจากรัฐธรรมนูญ พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่าต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในบางประเด็น โดยเฉพาะมาตรา 237 วันนี้ทุกพรรคการเมืองต้องเปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรคกันไปหมด ทำให้ปรัชญาทางการเมืองกลายเป็นพรรคการเมืองเป็นของคนขับรถ ของแม่บ้าน ซึ่งคนขับเคลื่อนพรรคต้องเป็นกรรมการบริหารพรรค ส่วนการนิรโทษกรรมที่พูดๆกันในขณะนี้เกี่ยวกับคดีอาญา เพื่อประโยชน์ของคนในเหตุการณ์ต่างๆ เช่นเหตุการณ์ปิดสนามบิน ปิดราชประสงค์ ปิดถนนราชดำเนิน ออกเป็นพ.ร.บ.ไม่น่ามีปัญหาอะไร และต้องไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมด
"ขอให้ทุกคนปราศจากอคติ ทำเพื่อคนส่วนมาก แต่อย่าไปโยงว่าทำเพื่อคนคนเดียว และคนที่โยงไปก็ไม่ได้อยู่ในเมืองไทยด้วยซ้ำ ดังนั้นหากเพื่อคนหมู่มากก็ทำไปเถอะ"นายชุมพล กล่าว
ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯดูแลและถอดรายการที่จัดในช่วงค่ำของช่อง 11 ออกจากผังในช่วงเลือกตั้ง เพราะรายการดังกล่าวเป็นรายการทำให้เกิดการยั่วยุแตกแยก และทำให้การปรองดองไม่เกิดขึ้น เป็นการกล่าวหาพาดพิง ขนาดพรรคร่วมรัฐบาลยังโดนเป็นจำเลยในรายการนี้ด้วย ยกเว้นพรรคการเมืองใหญ่ หรือพรรคของกู ดังนั้นจึงขอให้นายองอาจเข้าไปดูแล เพราะเป็นการไม่ยุติธรรมที่ใช้สื่อของรัฐไปกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง







