
รายได้ของประเทศกับนโยบายลดแลกแจกแถม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปกราบหลวงพ่อพระ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปกราบหลวงพ่อพระ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์
โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์
ที่บวชถวายเพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วัดบวรนิเวศวิหาร แล้วท่านมาปลีกวิเวกอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมวัดบวรนิเวศแถวมีนบุรี
ผมมีโอกาสกราบสนทนากับท่านอยู่พักหนึ่ง แล้วกราบลาท่านออกมาด้วยความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ เพราะโดยปกติท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตากับคนอื่นอยู่แล้ว ใครได้มีโอกาสสนทนากับท่านจะได้รับฟังแต่สิ่งที่เป็นกุศลแก่ตัวเอง ยิ่งได้มีโอกาสกราบสนทนากับท่านในขณะที่ท่านดำรงสมณเพศยิ่งมีความรู้สึกเอิบอิ่มไปกับการบำเพ็ญกุศลของท่านในครั้งนี้ด้วยทบเท่าทวีคูณ สำหรับคนเห็นแก่ตัวอย่างผมแล้วไม่อยากให้ท่านสึกออกมา จะได้มีโอกาสกราบไหว้พระสงฆ์ที่มีเมตตา และมีความเคร่งครัดอยู่ในพระธรรมวินัยอีกรูปหนึ่ง แต่ทราบว่าท่านมีกำหนดการที่จะลาสิกขาเร็วๆ นี้ จึงได้แต่ทำใจว่าผู้ใหญ่อย่างท่านจะเป็นพระหรือเป็นฆราวาสก็กราบไหว้ได้ด้วยความสนิทใจ
ขากลับผมขับรถผ่านถนนหลายสายเห็นป้ายหาเสียงพรรคการเมืองต่างๆ หลายพรรคชูนโยบายหาเสียงแข่งกัน ส่วนใหญ่ออกมาแนวเดียวกันว่าจะลดแลกแจกแถมเมื่อได้มีโอกาสเข้าเป็นรัฐบาล ยกเว้นอยู่คนเดียวที่บอกว่าจะขอเป็นฝ่ายค้านฉีกแนวออกมา
เผอิญผมเกิดมาเป็นนักการธนาคาร เวลาใครมาขอสินเชื่ออดประเมินความเป็นไปได้ล่วงหน้าไม่ได้ว่า คนที่มาขอสินเชื่อนั้นมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือเปล่าว่า โครงการที่นำมาขอสินเชื่อจากธนาคารนั้นจะมีกำไร มีแหล่งเงินทุน เงินกู้ มีรายได้ และมีรายจ่ายจริงตามที่ทำประมาณการไว้ ไม่ต้องถึงขนาดว่าตั้งใจมาโกหกก็ได้
ผมลองนึกดูว่า ถ้าพรรคการเมืองเหล่านี้เป็นลูกค้ามาขอสินเชื่อ เพื่อทำโครงการสารพัดตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ผมควรจะประเมินความเป็นไปได้อย่างไร จึงอยากแชร์ข้อมูลและหลักเกณฑ์ในการประเมินของผมกับท่านผู้อ่าน เผื่อท่านจะลองนำไปใช้บ้าง แต่ต้องขอย้ำนะครับว่าเป็นหลักเกณฑ์การประเมินส่วนตัวของผม ผิดก็ได้ถูกก็ได้ไม่เกี่ยวกับคนอื่น
หลักเกณฑ์แรกที่ผมใช้ในการประเมินว่า ใครที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่จะลดแลกแจกแถมตามสัญญาได้หรือไม่ คือ การประมาณการรายได้ของประเทศว่า ในปีงบประมาณปีหน้าและปีต่อๆ ไป รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มเพียงพอที่จะนำมาใช้ลดแลกแจกแถม โดยไม่ทำให้เสียวินัยการคลัง ไม่ทำให้ประเทศมีหนี้สินมากจนเจ้าหนี้ไม่เชื่อถือว่าจะมีเงินจ่ายคืนหรือไม่ ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้นคงไม่สำคัญเท่า เพราะปัจจัยที่ทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศเสื่อมถอยนั้น มีมากกว่าตัวเลขหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละของจีดีพีเท่านั้น
รายได้ของประเทศในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 มาจากการจัดเก็บภาษีของรัฐรวมประมาณ 1.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาประมาณ 2.17 แสนล้านบาท ภาษีนิติบุคคล 4.30 แสนล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 5.36 แสนล้านบาท ภาษีสรรพาสามิต 3.87 แสนล้านบาท และภาษีศุลกากรประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท
เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ตั้งไว้สูงถึง 2.07 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงต้องกู้เงินมาใช้จ่ายประมาณ 3.50 แสนล้านบาท
เพราะฉะนั้น ในอนาคตหากรัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากสารพัดโครงการประชานิยม และไม่นิยมทั้งหลาย ก็จำเป็นต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่อย่างนั้นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือที่เรียกว่า ทำงบประมาณขาดดุล
ประเทศต่างๆ ที่กำลังมีปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินเกินตัวทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นประเทศกรีซ ประเทศสเปน หรือประเทศอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
ประเทศเหล่านี้ ผมว่าคงไม่ขาดแคลนนักเศรษฐศาสตร์หรือนักวิชาการที่พอจะมองเห็นภัยอันอาจจะเกิดขึ้นจากการจัดทำงบประมาณขาดดุลอย่างเรื้อรัง แต่การใช้จ่ายเกินตัวไม่ว่าจะเป็นระดับมหภาคคือระดับรัฐบาล หรือระดับจุลภาคคือบริษัทห้างร้านหรือคนธรรมดานั้น มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซ่อนเร้นเรื้อรังรักษายาก และยิ่งนานยิ่งขยายตัวรุนแรงขึ้น เพราะคงไม่มีใครก่อหนี้โดยคิดว่าตัวเองจะใช้หนี้ไม่ได้ แต่คาดหวังว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการก่อหนี้เพียงพอที่จะชำระหนี้ทั้งสิ้น
ผมมีตัวเลขบางตัวที่อยากแจ้งให้ทราบเป็นฐานในการคำนวณ ถ้าจีดีพีของประเทศขยายตัวขึ้นร้อยละ 1 รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะขยายตัวขึ้นร้อยละ 1.1 และถ้าจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงร้อยละ 1 รายได้ของรัฐจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง 7 หมื่นล้านบาททันที
ทีนี้ท่านก็ลองนั่งคิดเองครับว่า ถ้าเศรษฐกิจของประเทศโตขึ้นใกล้เคียงหรือเท่ากับอัตราเงินเฟ้อปีละร้อยละ 5 รายได้จากภาษีจะเพิ่มขึ้นเท่าไร แล้วถ้ารัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงร้อยละ 510 เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยกเว้นภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุน ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม รายได้จากภาษีของรัฐจะลดลงเท่าไร หักกลบลบกันแล้วรายได้สุทธิจากการจัดเก็บภาษีของรัฐจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
มีการกล่าวกันว่า เมื่อลดภาษีแล้วฐานภาษีจะขยายตัวขึ้น ชดเชยภาษีที่ขาดหายไป แต่ยังไม่มีใครบอกว่า ถ้าลดภาษีทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้แล้ว ฐานภาษีจะขยายตัวเท่าไร และรัฐจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด และเมื่อไหร่ เพราะถ้าเก็บเพิ่มขึ้นจริง แต่ต้องใช้เวลานาน ก็จะเกิดปัญหารัฐขาดเงินหมุนเวียนต้องกู้มาโป๊กระแสเงินสดอยู่ดี
ผมอยากให้นักวิชาการทั้งหลายลองไปคิดดูหน่อยได้ไหมครับว่า ที่เชียร์กันให้ลดภาษีเพื่อขยายฐานภาษีนั้นจะขยายจริงเท่าไร เพราะเห็นพูดๆ กันแต่ว่าการปรับลดภาษีจะช่วยขยายฐานภาษี และทำให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่ยังไม่เคยเห็นตัวเลขที่ว่า ลองคิดดูแค่ 5 ปีก็ได้ครับ ไม่ต้องยาวไปกว่านั้น เพราะระยะยาวใครๆ ก็ตายใช่ไหมครับ
ส่วนหลักเกณฑ์ในการประเมินความน่าเชื่อถือของนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ อีกข้อหนึ่ง คือ หลักเกณฑ์แห่งความคุ้มค่าของเงินภาษีอากรที่จะถูกนำไปใช้ หรือเงินกู้ที่จะถูกกู้มาใช้วันนี้ เพื่อนำเงินภาษีไปจ่ายคืนวันข้างหน้า ซึ่งความคุ้มค่านี้ไม่จำเป็นต้องประเมินในรูปเม็ดเงิน แต่ถ้าเกิดประโยชน์กับผู้ที่ยากจน และด้อยโอกาสจริงๆ ก็ถือได้ว่าคุ้มค่า เช่น โครงการนั่งรถเมล์ร้อนฟรี เพราะถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ต่อให้นั่งฟรีก็คงไม่นั่ง แต่ถ้าประชานิยมขนาดนั่งรถแอร์ฟรีก็คงไม่คุ้มค่า เป็นต้น ตรงนี้ค่อนข้างประเมินยากสุดแล้วแต่วิจารณญาณของท่านผู้อ่านว่าอะไรคุ้ม อะไรไม่คุ้ม ยกเว้นบางโครงการที่แจกไปแล้ว แม้แต่ผู้รับแจกยังถามว่าให้มาทำไม ไม่อยากยกตัวอย่างเดี๋ยวเสียหลักการให้ท่านคิดเอง
ไม่มีโครงการประชานิยมโครงการไหนที่ประชาชนได้มาฟรีๆ หรอกครับ เพราะทุกโครงการประชาชนเองเป็นผู้จ่ายทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกที่จะประเมินนโยบายพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ข้างต้น แต่ถ้าท่านตัดสินใจเลือกเพราะชอบคนที่สัญญาว่าจะเอาเงินของท่านไปใช้ลูกเดียวก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของท่านครับ







