
โพลชี้คะแนนผู้นำ"ปู"เพิ่มทุกด้าน
เอแบคโพลล์เผยผลสำรวจพบคะแนนความเป็นผู้นำของ "ยิ่งลักษณ์" เพิ่มทุกด้าน ขณะที่คะแนน "มาร์ค"ลดลง ด้านประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นเปิดเวทีดีเบต
เอแบคโพลล์เผยผลสำรวจพบคะแนนความเป็นผู้นำของ "ยิ่งลักษณ์" เพิ่มทุกด้าน ขณะที่คะแนน "มาร์ค"ลดลง ด้านประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นเปิดเวทีดีเบต
นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครั้งที่สอง ระหว่าง วันที่ 16 – 21 พ.ค. ที่ผ่านมา
ความคิดเห็นของประชาชนที่ถูกศึกษาต่อความเป็นผู้นำด้านต่างๆ เปรียบเทียบระหว่าง นายอภิสิทธิ์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในทางสถิติ แต่หากพิจารณาเป็นค่าตัวเลขที่ค้นพบในด้านของนายอภิสิทธิ์ พบว่า ลดลงเกือบทุกตัว โดยเฉพาะด้านความเป็นคนรุ่นใหม่จาก 42.8% มาอยู่ที่ 36.0%
ขณะที่ความเป็นผู้นำด้านต่างๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังมีตัวเลขเพิ่มขึ้นในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ความอดทนอดกลั้น รู้จักควบคุมอารมณ์ จาก 9.7% มาอยู่ที่ 16.2%การได้รับการยอมรับภายในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 11.3% มาอยู่ที่ 17.7% ด้านประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพิ่มขึ้นจาก 9.8% มาอยู่ที่ 15.9% ด้านความเป็นผู้นำเพิ่มจาก 12.9% มาอยู่ที่ 20.4% ด้านความรู้ความสามารถเพิ่มจาก 10.9% มาอยู่ที่ 16.7% ด้านการมีวิสัยทัศน์เพิ่มขึ้นจาก 15.2% มาอยู่ที่ 21.7%
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงความอยากเห็นการถกแถลง (ดีเบต) แสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณชน ระหว่างนายอภิสิทธิ์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่ 59.4% อยากเห็น เพราะ อยากได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ อยากได้ยินวิสัยทัศน์จากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีโดยตรงอยากดูปฏิภาณไหวพริบ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ เป็นต้น ในขณะที่ 40.6% ไม่อยากเห็น
นายนพดล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้อาจชี้ให้เห็นได้ว่า ตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นในส่วนของน.ส.ยิ่งลักษณ์มาจากกลุ่มคนที่ไม่มีความเห็นในการสำรวจครั้งก่อนและเป็นกลุ่มคนที่เริ่มตัดสินใจหลังจากได้รับข้อมูลข่าวสารและมีความชัดเจนของการเปิดตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะคู่แข่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
อนึ่งการสำรวจดังกล่าวได้ดำเนินการศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เพชรบุรี สระบุรี นครปฐม ชลบุรี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา เลย ขอนแก่น อุบลราชธานี นราธิวาส สงขลา และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,332 ตัวอย่าง
สำหรับกลุ่มตัวอย่าง 48.1% เป็นหญิง 51.9% เป็นชาย โดย 4.0% อายุต่ำกว่า 20 ปี 19.4% อายุ 20 – 29 ปี 20.3% อายุ 30 – 39 ปี 20.7% อายุ 40 – 49 ปี และ 35.6% อายุ 50 ปีขึ้นไป
ทั้งนี้ 71.9% มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี 22.6% มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และ 5.5% สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไป นอกจากนี้ 26.6% ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป 30.3% ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 8.5% ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน 13.1% ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 10.9% เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ 7.9% เป็นนักเรียน/นักศึกษา และ 2.7% ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ







