posttoday
ดาบแรกยิ่งลักษณ์รอดหวิว

ดาบแรกยิ่งลักษณ์รอดหวิว

20 พฤษภาคม 2554

รู้กันทั่วหน้า ทราบโดยทั่วกันว่า ใครโดดลงสนามการเมืองจะถูกตรวจสอบทุกอณู

รู้กันทั่วหน้า ทราบโดยทั่วกันว่า ใครโดดลงสนามการเมืองจะถูกตรวจสอบทุกอณู

สำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โคลนนิงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ได้รับการยกเว้น

ทันทีที่พรรคเพื่อไทยได้หมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบระบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 โดยมีเธอเป็นผู้สมัครอันดับหนึ่ง ก็มีคำถามว่า แล้วเธอจะผ่านด่านแรก คือ ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ ?

ผู้สมัคร สส.ทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจาก กกต. ว่าเป็นผู้ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102

ดาบแรกยิ่งลักษณ์รอดหวิว

มาตราดังกล่าวกำหนดไว้ว่า ผู้ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิรับเลือกตั้งเป็น สส. คือ ผู้มีคุณสมบัติเข้าข่ายข้อหนึ่งข้อใดจาก 14 ข้อ อาทิ เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ

หนึ่งในคุณสมบัติต้องห้ามนั้นคือ (7) “เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ”

ปมที่เป็นประเด็นให้บางฝ่ายกังขาอยู่ก็คือ เมื่อศาลฎีกานักการเมืองมีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ 46,373 ล้านบาท โดยตัดสินว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภรรยา มีผู้ถือหุ้นแทน ดังนี้ 1.นายพานทองแท้ 458,550,000 หุ้น 2.น.ส.พินทองทา 604,600,000 หุ้น 3.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 336,340,150 หุ้น และ 4.น.ส.ยิ่งลักษณ์ 20 ล้านหุ้น รวมทั้งสิ้น 1,419,490,150 หุ้น

สำหรับส่วนของเงินสดที่ถูกยึดนั้น ประกอบด้วย เงินจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น อยู่ในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน รวม 2 บัญชี จำนวน 133 ล้านบาท และหลักทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่อยู่ในความดูแลของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส 202 ล้านบาท รวมเฉพาะก้อนนี้ 335 ล้านบาท

ปัญหาคือ ศาลสั่งยึดทรัพย์เหล่านี้ถือว่าเป็นการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยหรือไม่

ถ้าใช่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเข้าข่ายเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 102 หรือไม่?

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบได้ในภาพรวมว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และฝ่ายกฎหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงตรวจสอบแล้วว่าไม่มีปัญหา เพราะทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถูกยึด และศาลฎีกาก็เข้าใจว่าเป็นทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

“ดังนั้นต้องตีความว่าเป็นการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็ให้ทัศนะในทางเดียวกันกับนายชูศักดิ์ว่า

“คดีนี้คนที่ถูกยึดทรัพย์และถูกตัดสินคดีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถูกยึดทรัพย์ แต่เป็นทรัพย์ที่ถือแทน พ.ต.ท.ทักษิณ หรือช่วยซุกไว้เท่านั้น ดังนั้นผมคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติการเป็น สส.”

นายแก้วสรร กล่าวว่า ถึงไม่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังจะต้องถูกดำเนินคดีในอีก 3 กรณีอยู่ดี

“3 คดีที่รออยู่ คือ 1.เบิกความเท็จต่อศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ 2.ให้การเท็จต่อ คตส. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในเวลานั้น 3.คดีการโอนหุ้นเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งก็ไม่เข้าใจทำไม ก.ล.ต. และ ป.ป.ช. จึงยังไม่ดำเนินการอะไร ปล่อยมาถึงขนาดนี้

“ส่วนตัวผมเห็นว่า ถ้า ก.ล.ต. และ ป.ป.ช. เรื่องนำไปสู่การฟ้องศาลก็ไม่รอด เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาเป็นผู้คัดค้านเนื่องจากอ้างว่าทรัพย์สินในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นของเธอ แต่ศาลฎีกาไม่เชื่อ จึงตัดสินยึดทรัพย์ 4 หมื่นกว่าล้าน เพราะฉะนั้น ผลแห่งคดีจะผูกพัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะโผล่มาช่วยพี่ แต่ศาลไม่เชื่อซึ่งเป็นการเบิกความเท็จต่อศาล ให้การเท็จต่อ คตส.และแจ้งโอนหุ้นเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต.

“คดีนี้ยังไม่มีการลงโทษผู้สมคบ เมื่ออาสาเป็นนายกฯ ก็ต้องถูกถามเป็นธรรมดา ในแง่กฎหมายถือว่าเป็นลูกไก่ในกำมือ ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานที่ต้องดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เขาจะทำเมื่อไหร่เท่านั้น” นายแก้วสรร กล่าว

ด้าน นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การถูกลงโทษในความผิดข้อหาละเมิดอำนาจศาลถือเป็นการต้องโทษในคดีอาญาหรือไม่ เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันในวงวิชาการและนักกฎหมายมาหลายปีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ

ว่ากันตามนี้ ณ เวลานี้ ยิ่งลักษณ์ จึงรอดหวิว

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน