
ชี้ชะตาว่าที่ผู้นำใหม่ IMF ถึงโอกาส คนผิวเหลือง
ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์กรด้านการเงินระดับโลกต้องสั่นคลอนเพราะกรณีอื้อฉาวทางเพศที่เกิดขึ้นกับผู้บริหารสูงสุด
ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์กรด้านการเงินระดับโลกต้องสั่นคลอนเพราะกรณีอื้อฉาวทางเพศที่เกิดขึ้นกับผู้บริหารสูงสุด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์กรด้านการเงินระดับโลกต้องสั่นคลอนเพราะกรณีอื้อฉาวทางเพศที่เกิดขึ้นกับผู้บริหารสูงสุด
เมื่อปี 2550 พอล โวล์ฟโฟวิตซ์ ประธานธนาคารโลก (World Bank) ในขณะนั้น ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ผู้บริหารเพราะใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ลักลอบจัดตำแหน่งงานที่จ่ายรายได้อย่างงามให้กับ “กิ๊กสาว” เหตุการณ์ในครั้งนั้นบั่นทอนความน่าเชื่อถือของธนาคารโลกอย่างหนัก ในช่วงเวลาที่โลกกำลังคืบคลานเข้าสู่วิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
ยิ่งในขณะนั้นธนาคารโลกทุ่มเทให้กับการรณรงค์เพื่อกวาดล้างการคอร์รัปชันทั่วโลก โดยมุ่งเป้าโจมตีขบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวงในประเทศโลกที่ 3 อย่างหนัก โดยอ้างว่าเป็นต้นตอของความยากจนเรื้อรัง แต่เมื่อการกลับกลายเป็นว่าหัวเรือใหญ่ขององค์กรที่ต่อว่านานาประเทศว่าจมปลักกับคอร์รัปชัน กลับเป็นฝ่ายที่ฉ้อฉลเสียเอง ภาพลักษณ์และความพยายามของธนาคารโลกจึงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
นับตั้งแต่นั้นมา ธนาคารโลกพยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่แสดงความเห็นมากนักในด้านการเงินโลก และแม้จะได้ โรเบิร์ต โซลิก อดีตหัวหน้าผู้แทนการค้าของรัฐบาลสหรัฐ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนโวล์ฟโฟวิตซ์ ภาพลักษณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นนัก อาจเป็นเพราะโซลิกมีเบื้องหลังเป็นคนในรัฐบาลประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งประชาชนทั่วโลกแสนเอือมระอากับท่าทีก้าวร้าวและกระหายสงคราม
ในขณะนั้น องค์กรระดับโลกจึงเหลือเพียงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เท่านั้นที่ยังจะพอพึ่งพาได้ อีกทั้งยังได้ผู้อำนวยการคนใหม่ที่ชื่อ โดมินิก สเตราคานห์ เมื่อเดือน ก.ย. 2550 เพียง 1 เดือน หลังจากที่ประธานธนาคารโลกลาออกอย่างเป็นทางการ
แต่แล้วเมื่อผ่านไปไม่นาน ตริสตาน บานง นักข่าวหญิงชาวฝรั่งเศส แฉว่า สเตราคานห์ พยายามข่มขืนเธอเมื่อปี 2545 แต่เจ้าตัวมิได้ร้องเรียนให้ทางการดำเนินคดีต่อ สเตราคานห์
เมื่อผ่านไปเพียง 1 ปีหลังรับตำแหน่ง หรือระหว่างที่วิกฤตการเงินโลกกำลังถึงจุดขีดสุดหลังการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ต้องตกเป็นจำเลยสอบสวนกรณีอื้อฉาวทางเพศและการใช้อำนาจโดยมิชอบอีกครั้ง โดยคณะสอบสวนอิสระของไอเอ็มเอฟ พบว่า สเตราคานห์ มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเจ้าหน้าที่ผู้น้อยชื่อ ปิรอสกา นากี ซึ่งไม่เพียงสมรสแล้ว แต่ในเวลาต่อมายังได้รับการส่งเสริมจาก “กิ๊ก” ให้มีหน้าที่การงานในไอเอ็มเอฟที่ดีขึ้น
ผลสุดท้าย สเตราคานห์ ไม่อาจบ่ายเบี่ยง ประกาศขอโทษอย่างเป็นทางการต่อเรื่องอื้อฉาวครั้งนั้น แต่ยังสามารถบริหารงานได้อย่างสะดวกโยธินต่อไป
จนกระทั่งล่าสุด สเตราคานห์ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยข้อหาพยายามข่มขืนแม่บ้านของโรงแรมโซฟิเทล นิวยอร์ก ครานี้ หัวเรือใหญ่ของไอเอ็มเอฟกลายเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งทั่วโลก เพราะถูกจับภาพแสดงสีหน้าละห้อยขณะตำรวจนครนิวยอร์กจับใส่กุญแจมือควบคุมตัวไปสอบสวน ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่นาทีจะเดินทางขึ้นเครื่องจากสหรัฐกลับไปยังฝรั่งเศสบ้านเกิด
กรณีอื้อฉาวล่าสุด แม้จะเป็นพฤติกรรมส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของไอเอ็มเอฟ หรือแม้กระทั่งธนาคารโลก ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนการบริหารงานอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด และในฐานะที่เป็นองค์กรระดับโลก สาธารณชนจึงคาดหวังให้ชีวิตส่วนตัวของผู้บริหารองค์กรเหล่านี้มีความขาวสะอาดเช่นกัน
เพราะพฤติกรรมของผู้นำองค์กร ย่อมเป็นภาพสะท้อนที่ดีถึงพฤติกรรมทั้งองค์กร
ว่าด้วยความวิตกที่กรณีอื้อฉาวล่าสุดจะกระทบต่อความพยายามกู้วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งมีไอเอ็มเอฟกับอียูเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการจัดสรรกองทุนช่วยเหลือนานาประเทศ โดยเฉพาะ กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ปัญหาส่วนตัวของ สเตราคานห์ จะไม่ส่งผลต่อความพยายามดังกล่าวมากนัก เพราะวิกฤตหนี้สาธารณะมีความร้ายแรงเกินกว่าจะนำเอาเรื่องอื้อฉาวส่วนตัวมาพัวพัน อย่างมากที่สุดไอเอ็มเอฟเพียงประกาศเลื่อนการประชุมในเรื่องนี้ออกไประยะหนึ่งเท่านั้น
ปัญหาอยู่ที่ความเชื่อมั่นของชาวโลกต่อไอเอ็มเอฟ รวมถึงองค์กรการเงินระดับโลก
ต้องปูพื้นหลังสักเล็กน้อยว่า ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกเป็นองค์กรที่แบ่งสันปันส่วนอำนาจระหว่างชาติตะวันตกในสหรัฐและยุโรป โดยสหรัฐเป็นผู้ถือหุ้นหลักของธนาคารโลก จึงมีอำนาจในการกำหนดประธานบริหารโดยปริยาย ขณะที่ไอเอ็มเอฟถือเป็นองค์กรที่นำโดยยุโรปจึงมีผู้อำนวยการมาจากภูมิภาคนั้นมาโดยตลอด
หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน ภาพลักษณ์ของทั้งสององค์กรเป็นที่น่านับถืออย่างมากในสายตาของประเทศกำลังพัฒนา ไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนอำนาจทางการเงินของชาติตะวันตกเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติยังมีอำนาจชี้นำนานาประเทศได้ ผ่านการช่วยเหลือทางการเงินในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะประเทศในเอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งบัดนี้เรียกว่า “ตลาดเกิดใหม่”
รสชาติของการตกเป็นเบี้ยให้ไอเอ็มเอฟ (หรือชาติตะวัน) คอยรีดไถและบงการนั้น คนไทยย่อมซาบซึ้งเป็นอย่างดี
ไอเอ็มเอฟจึงเป็นองค์กรที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งชังทั้งเกรง และหากเป็นเมื่อ 20 ปี หรือ 15 ปีก่อนในยุคที่ชาติตะวันตกมีอิทธิพลสูงสุด ต่อให้ สเตราคานห์ ก่อเรื่องอื้อฉาวยิ่งกว่านี้ ตลาดเกิดใหม่จะนิ่งอมพะนำไม่แสดงท่าทีในเชิงรุกอย่างแน่นอน ขอให้ไอเอ็มเอฟช่วยตนให้พ้นวิกฤตเท่านั้นเป็นพอ
เข้าอีหรอบเดียวกับที่กรีซและยุโรปนิ่งเป็นเป่าสาก เมื่อ “คนของตน” ก่อเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะต้องการความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟมากกว่าเปลี่ยนหัวเรือใหญ่ หรือกระทั่งยกเครื่องการบริหารองค์กรนี้
แต่วันนี้อิทธิพลโลกได้เปลี่ยนขั้วเสียแล้ว ชาติตะวันตกเริ่มเสื่อมถอยลง ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ฉายแสงเรืองรอง การผูกขาดอำนาจบริหารไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกถูกท้าทายอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเรียกร้องให้เอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นลูกไล่ให้เขากดขี่ ได้เข้ามามีส่วนบริการองค์กรทั้งสองมากขึ้น
กรณีอื้อฉาวของ สเตราคานห์ ปลุกกระแสนี้อีกครั้ง และส่อเค้าที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนติดตามมาอย่างที่ชาติตะวันตกยากที่จะต้านทานได้
จากข้อเรียกร้องให้เพิ่มสิทธิเพิ่มเสียงของตลาดเกิดใหม่ วันนี้ถึงขั้นเกิดกระแสเรียกร้องให้แต่งตั้งชาวเอเชียหรือละตินอเมริกาเป็นหัวหน้าไอเอ็มเอฟเสียเลย
ขณะนี้เริ่มมีการดันตัวแทนของแต่ละประเทศตลาดเกิดใหม่บ้างแล้ว โดยฝ่ายจีนอาจเสนอชื่อ จูหมิน อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) และที่ปรึกษาพิเศษของไอเอ็มเอฟ รวมถึง ธรรมัน ศันมุคะรัตมนัม รัฐมนตรีคลังของสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้ครองตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังระหว่างประเทศ (IMFC) ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายของไอเอ็มเอฟ
ระหว่างที่ สเตราคานห์ ต้องได้รับการสอบปากคำ ผู้ที่รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ คือ จอห์น ลิปสกี ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ และได้รับการวางตัว (จากโลกตะวันตกเจ้าเดิม) ให้เป็นตัวตายตัวแทน สเตราคานห์ ซึ่งจะหมดวาระและจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2555
อย่างไรก็ตาม การดันลิปสกีถือเป็นความพยายามเฮือกสุดท้าย เพราะแต่ไรมาตำแหน่งรองผู้อำนวยการคนที่ 1 มักผูกขาดโดยชาวสหรัฐ แต่มักไม่มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นถึงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ เพราะตำแหน่งดังกล่าวผูกขาดโดยชาวยุโรป
ที่สำคัญ ลิปสกีประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับไอเอ็มเอฟอีกต่อไปหลังจากหมดวาระในวันที่ 31 ส.ค.นี้
ยังเหลืออีกทางเลือกหนึ่ง คือผลักดันให้ คริสตีน ลาการ์ด รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส สวมตำแหน่งแทน ซึ่งลาการ์ดมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่สามารถประนีประนอม (หรือเงียบเสียง) กับฝ่ายเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในไอเอ็มเอฟได้ นั่นคือ ลาการ์ดเป็นสตรี
ชาติตะวันตกอาจจะอ้างว่าการผลักดันตัวแทนจากตลาดเกิดใหม่และสตรีขึ้นครองตำแหน่งสูงสุดในไอเอ็มเอฟจะให้ผลไม่ต่างกัน เพราะล้วนแต่เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเหมือนๆ กัน
แต่เหตุผลทำนองนี้ออกจะดูกำปั้นทุบดิน และตลาดเกิดใหม่จะไม่รับฟังอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำยังอาจกลายเป็นความไม่พอใจรุนแรงที่เห็นชาติตะวันตกพยายามยื้ออิทธิพลจนออกนอกหน้า
ถึงจะเผชิญกับแรงกดดันจากตลาดเกิดใหม่มากมายเพียงใด แต่ชาติตะวันตกจะไม่ยอมปล่อยให้โควตาผู้บริหารไอเอ็มเอฟตกอยู่ในมือคนจากภูมิภาคอื่นอย่างง่ายดาย เพราะหากคล้อยตามแรงกดดัน หมายถึงความเสี่ยงที่สหรัฐและยุโรปจะเข้าถึงเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟได้ยากขึ้น ในห้วงเวลาที่ยุโรปต้องการเงินส่วนนี้มากเป็นพิเศษ
หากพิจารณาเหตุผลเบื้องหลังดังกล่าว จะไม่น่าประหลาดใจว่าเหตุใดชาติตะวันตกจึงปล่อยให้ สเตราคานห์ ลอยนวลจากคดีอื้อฉาวครั้งแล้วครั้งเล่า
ตลาดเกิดใหม่ในวันนี้ ไม่มีความต้องการเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟอีกต่อไป เพราะแค่ทุนสำรองมูลค่ามหาศาลก็เพียงพอแล้วที่จะปกป้องตนเองจากวิกฤตการเงิน ยังไม่นับความเข้มแข็งของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) ที่เปิดฉากรุกคืบชาติตะวันตกอย่างไม่ไว้หน้า
สิ่งที่ตลาดเกิดใหม่ต้องการจากไอเอ็มเอฟ คือ ฐานะที่เท่าเทียมและคือศักดิ์และศรีที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชาติตะวันตก และที่สำคัญ คือผู้บริหารที่มีความหลากหลาย มิใช่ชาวตะวันตกที่ก่อเรื่องไม่เป็นเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่ประเทศตัวเองกำลังเอาตัวไม่รอดจากวิกฤต จนตลาดเกิดใหม่พลอยเดือดร้อนไปด้วย
วิกฤตศรัทธาครั้งนี้ กำลังก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจนยากที่จะบ่ายเบี่ยงอีกต่อไป







