
เลือกตั้ง 2554 พิสูจน์น้ำยา กกต.
การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. ทุกฝ่ายหันมาโฟกัสที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ว่าจะทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างไร
การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. ทุกฝ่ายหันมาโฟกัสที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ว่าจะทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างไร
เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสีและถือเป็นการเดิมพันชะตาแต่ละฝ่าย จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างงัดทุกสารพัดกลยุทธ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเข้าไปกุมอำนาจรัฐ
จากสภาพความไม่เป็นเอกภาพของ กกต.ทั้ง 5 คน ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนยิ่งไม่มั่นใจต่อการทำหน้าที่ของ กกต.ในครั้งนี้
ยิ่งเกิดกรณีเหตุการณ์คนร้ายประกบยิง “ประชา ประสพดี” อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสัญญาณยืนยันได้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งรุนแรงนองเลือด ยิ่งสร้างความตระหนกมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันกองบังคับการปราบปราม ก็ประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตทั้งหัวคะแนนและตัวผู้สมัคร ด้วยแผนการใช้ “ลูกปลาย” คือ การฆ่าหัวคะแนน ทำร้ายและข่มขู่ “ลูกโดด” คือ การยิงตัวผู้สมัคร สส.ทันทีทันใด นั่นคือวาทกรรมที่กองปราบฯ นิยามขึ้น
เท่านั้นยังไม่พอ กกต.เองก็เริ่มได้กลิ่นการขนเงินใส่กระเป๋าลงพื้นที่ไปจ่ายให้บิ๊กหัวคะแนนอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงนายอำเภอ
“ผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมวางตัวไม่เป็นกลางช่วยเหลือพรรคการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอยากฝากไปยังผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอาจมีความผิดทั้งวินัยและอาญา ซึ่ง กกต.จะให้ใบเหลืองใบแดงทันทีก่อนจะมีการรับรอง และยังผิดมาตรา 94 และมาตรา 95 ถึงขั้นยุบพรรค” คำเตือนจาก “สมชัย จึงประเสริฐ” กกต.ด้านสืบสวนสอบสวน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้น กกต.ก็รับรู้อยู่เต็มอก จึงพยายามให้แต่ละพรรคการเมืองร่วมลงพันธสัญญา 5 ประการไว้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์
หลักจิตวิทยาที่ถือเป็น พันธสัญญาพรรคการเมืองว่าด้วยความร่วมมือในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นยุทธวิธีเฉกเช่นการผูกข้อมือสัญญาลูกผู้ชาย 5 ประการ คือ 1.ข้อมิบังควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง ข้อนี้ กกต.ไม่ต้องการออกเป็นข้อห้าม เพราะคาบเกี่ยวกับบางพรรคการเมืองที่ชูนโยบายหาเสียงปกป้องสถาบันเป็นแคมเปญหลัก
2.จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ อันเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัด 3.ไม่ใช้กลไกของรัฐมาเป็นประโยชน์ในการหาเสียง 4.จะหาเสียงเลือกตั้งด้วยวิธีสันติ ไม่ข่มขู่คุกคามคู่แข่งขันด้วยวิธีการรุนแรงใดๆ และ 5.จะยอมรับผลการเลือกตั้งตามที่ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์
ทว่าทั้ง 5 ข้อดังกล่าว ดูจะเป็นนามธรรม เพราะไม่มีบทลงโทษและทุกฝ่ายพร้อมจะละเมิดเมื่อไหร่ก็ได้
แม้กระนั้นก็ตาม อาวุธหลักสำคัญของ กกต.ที่ใช้ได้ผลในการเลือกตั้ง คือการแจกใบแดงใบเหลือง ที่ทำให้ผู้สมัครได้เกรงกลัวอยู่บ้าง
งานนี้ “สมชัย จึงประเสริฐ” ที่รับหน้าที่ดูแลงานสืบสวนสอบสวน ตั้งศูนย์อำนวยการสืบสวนสอบสวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ศอส.) เก็บรวบรวมข้อมูลแม้เพียงได้กลิ่นไม่ชอบมาพากล และเฝ้าจับตาเป็นพิเศษในพื้นที่แถบภาคอีสาน ที่ดูแล้วทุกพรรคการเมืองซัดกันหนัก ทั้ง เพื่อไทย, ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย, ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และชาติไทยพัฒนา
สำหรับภารกิจของ ศอส.เป็นกลยุทธ์ที่หวังผลปราบปรามการทุจริตด้วยการส่ง “ชุดเฉพาะกิจ” เฝ้าเกาะติดหาข่าวเชิงลึกในพื้นที่ของผู้สมัคร และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อเสียงระฆังเลือกตั้งทั่วไป นับแต่ พ.ร.ฎ.ยุบสภา มีผลบังคับใช้ ซึ่งแบ่งกำลังพล กกต.จากทั่วประเทศกว่า 2,000 คน กระจายลงไปในแต่ละจังหวัด แบ่งเป็นชุดสอบสวน จังหวัดละ 3 ชุด ชุดละ 3 คน มีอำนาจเต็มในการปฏิบัติหน้าที่ และทีมป้องปรามของ ศอส. ส่งตรงลึกไปถึงอำเภอละ 3 ชุด ชุดละ 2 คน ยังไม่เท่านั้นเสริมด้วยชุดลับหาข่าวอย่างเงียบๆ อีกทาง
ทั้งนี้ได้โฟกัสไปยัง 10 จังหวัดภาคอีสานที่ กกต.ประเมินว่าการแข่งขันรุนแรง คือ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น หนองคาย อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร และยโสธร
ขณะที่งบประมาณที่ กกต.ได้รับ 3,817 ล้านบาท แยกไปใช้ในส่วนการบริหารกลาง 284 ล้านบาท ด้านบริหารงานเลือกตั้ง 1,742 ล้านบาท ด้านการมีส่วนร่วม 645 ล้านบาท ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยประมาณ 500 กว่าล้านบาท ด้านกิจการพรรคการเมือง 18 ล้านบาท และงบสนับสนุนหน่วยงานอื่น ประมาณ 623 ล้านบาท
ที่สำคัญงบด้านสืบสวนสอบสวน ได้เพิ่มมากกว่าครั้งที่ผ่านมา จากเดิมที่ใช้ไม่ถึง 100 ล้านบาท แต่ครั้งนี้ขอเพิ่มกว่า 400 ล้านบาท
ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความมีประสิทธิภาพของ กกต. และจะเป็นการชี้ชะตาว่าองค์กรจัดการเลือกตั้งอย่าง กกต.จะได้ทำหน้าที่นี้ต่อไปในอนาคตหรือไม่ กาลเวลาจากนี้ไปจะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริง







