
ขุนพลสู้ศึกศาลโลก
ปัญหาเขตแดนไทยกัมพูชาส่งผลสะเทือนสำคัญ เมื่อกัมพูชายื่นคำร้องขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก
ปัญหาเขตแดนไทยกัมพูชาส่งผลสะเทือนสำคัญ เมื่อกัมพูชายื่นคำร้องขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก
ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 หรือเมื่อ 49 ปีก่อน ซึ่งถือว่ากระทบต่อปัญหาเขตแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาท ซึ่งทั้งสองประเทศอ้างสิทธิ
การชี้แจงครั้งแรกจะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ค.นี้ และผู้ที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทยคือ นายวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
การวางตัวนายวีระชัยนับว่าถูกฝาถูกตัวอย่างยิ่ง เพราะเขาเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาปราสาทพระวิหารเป็นอย่างดี นับแต่ปี 2551 ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ก็รับหน้าที่หัวหน้าผู้แทนฝ่ายไทยในการประชุมความคืบหน้าการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นศาลโลก
ครั้งนั้น นายวีระชัยนำคณะวอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม เนื่องจากเห็นว่ามีการใช้แผนที่แสดงเส้นเขตแดนล้ำเข้ามาในเขตไทย จึงเสนอคำประท้วงพร้อมทั้งถอนตัว เพื่อไม่ให้การมีส่วนร่วมของไทยถูกนำไปใช้อ้างอิง
พ้นจากความรับผิดชอบในเรื่องปราสาทพระวิหาร เมื่อถูกโยกย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ซึ่ง นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างเทศ ในขณะนั้น อธิบายเหตุผลการโยกย้ายว่า “ต้องการม้าที่วิ่งในลู่ที่จะให้วิ่ง”
เมื่อปัญหาปราสาทพระวิหารบานปลาย และนายนพดล ลาออก นายเตช บุนนาค ซึ่งมารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศแทน ก็ย้ายนายวีระชัยกลับมาเป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายอีกครั้ง เพื่อช่วยสางปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา
กระทั่งโยกย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงเฮก ที่ทำการของศาลโลกเมื่อปี 2553 ในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า กัมพูชาอาจนำปัญหาขึ้นศาลโลกอีกครั้ง







