
แบงก์ชาติกว้านซื้อ ปัจจัยซ้ำเติมราคาทองคำ
นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่าทองคำจะกลายเป็นดาวเด่นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก
นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่าทองคำจะกลายเป็นดาวเด่นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและวิกฤตเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่าทองคำจะกลายเป็นดาวเด่นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกมากที่สุดที่ราคามี แต่ทิศทางขาขึ้นราวกับหาทางลงไม่เจอ
แน่นอน ความผันผวนของตลาดราคาทองคำโลกถือว่ายากที่จะหลีกเลี่ยงจากหลายปัจจัยที่รุมกระหน่ำเข้ามาพร้อมๆ กันราวกับเป็น “เพอร์เฟกต์ สตรอม” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดดุลงบประมาณในสหรัฐ ตลาดเงินเหรียญสหรัฐที่ยังอ่อนยวบยาบ อัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินในสหรัฐ
อีกทั้งในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ธนาคารกลางของหลายชาติต่างพลิกบทบาทมาเป็น “ตัวปั่นราคา” ในตลาดทองคำเสียเอง เมื่อต่างเดินเครื่องกว้านซื้อทองคำกักตุนในคลังสำรองแทนที่การเก็บเงินสกุลต่างประเทศที่นับวันจะกลายเป็นแค่เศษกระดาษมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเงินเหรียญสหรัฐ
เม็กซิโก รัสเซีย และไทย เป็น 3 ประเทศล่าสุดที่ตกเป็นข่าวว่ากำลังกว้านซื้อทองคำ โดยในระหว่างเดือน ก.พ. และ มี.ค. 3 ประเทศนี้กว้านซื้อทองคำกันแบบน่าหวาดเสียวในเชิงปริมาณ
ธนาคารกลางเม็กซิโกเป็นผู้ที่กว้านซื้อทองคำมากที่สุด จากข้อมูลของสภาทองคำโลก เดิมเม็กซิโกมีทองคำในคลังสำรองอยู่ที่ 6.9 ตัน ได้เพิ่มขึ้นอีก 86.4 ตัน เป็น 93.3 ตัน
ธนาคารรัสเซียกว้านซื้อตุนทองคำเพิ่มขึ้น 18.8 ตัน มาอยู่ที่ 811.1 ตัน และธนาคารกลางแห่งประเทศไทย เพิ่มขึ้น9.4 ตัน มาอยู่ที่ 108.9 ตัน
ดังที่ว่าไว้ข้างต้น การกว้านซื้อกักตุนทองคำของธนาคารกลางเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อมูลค่าของค่าเงินสกุลเหรียญหรัฐที่ได้รับความนิยมในฐานะเงินสกุลกลางของโลกมาโดยตลอดนั้น ทำสถิติอ่อนค่ามานับสิบๆ ครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยภาวะการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐ ไปตลอดการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะยังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง
เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด ได้ประกาศชัดเจนว่า สหรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (QE2) ที่เฟดจะเดินหน้ากว้านซื้อคืนพันธบัตรสหรัฐรวมทั้งสิ้น 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อไป ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐในวันรุ่งขึ้นทำสถิติอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 เดือนทันที
แม้ว่าจะมีความวิตกกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐมากขึ้น ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระดับกว่า 2% แต่ทว่าผู้ว่าการเฟดก็ยืนยันว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นถือว่ามีความจำเป็นต่อไป จึงเลี่ยงไม่ได้ต่อไป ซึ่งจำเป็นที่จะต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐที่0-0.25%
นอกจากนั้น ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐ ยังกลายเป็นที่น่าหวั่นวิตกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งกำลังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของค่าเงินเหรียญสหรัฐโดยตรง
นักวิเคราะห์ต่างชาติแสดงคาดการณ์ว่า ภายในเดือน พ.ค.นี้ปริมาณการขาดดุลงบประมาณของวอชิงตันจะทะลุไปถึง 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐเองก็กำลังหมดหนทางเลือกมากขึ้น เพราะในอีกด้านหนึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป
ปัจจัยจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำของสหรัฐได้ส่งผลต่อตลาดทองคำอย่างรุนแรง ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นทำสถิติใหม่มาติดต่อกันถึง 15 ครั้งแล้วเฉพาะเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น การกว้านซื้อทองคำของธนาคารกลางต่างชาติเพื่อแทนที่การสำรองเงินสกุลต่างประเทศในคงคลังของประเทศต่างๆ ก็ยังเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้ราคาทองคำจะยิ่งทำสถิติเลยเถิดไปมากขึ้น
อย่างน้อยที่สุดนักวิเคราะห์ มองว่า ภายในปีนี้ราคาทองคำจะแตะ 2,000 เหรียญสหรัฐ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และอาจจะแตะ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ภายใน 4 ปีนี้
เมื่อปีที่แล้วธนาคารกลางต่างชาติได้เริ่มพลิกบทบาทกลายเป็นผู้ซื้อทองคำอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก โดยตลอดทั้งปีทองคำกว่า 87 ตัน ถูกซื้อไปโดยธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางโบลิเวีย ธนาคารกลางศรีลังกา และธนาคารกลางมอริเชียส
ทั้งนี้ เฟดยังถือเป็นชาติที่มีทองคำในคงคลังสำรองมากที่สุดที่ 8,133.5 ตัน ตามมาด้วยเยอรมนีที่ 3,401 ตัน อย่างไรก็ตามประเทศที่ต้องจับตามองกันเป็นพิเศษก็คือ จีนและรัสเซีย ที่เริ่มส่งสัญญาณกว้านซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง
จีนถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ด้วยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากที่สุดในโลก แต่ทว่านับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ปริมาณการถือครองพันธบัตรสหรัฐขอจีนลดลงติดต่อกัน 3 เดือนติดแล้ว โดยลดลงไปกว่า 5,400 ล้านเหรียญสหรัฐ นั่นหมายถึงว่าจีนกำลังส่งสัญญาณถึงความไม่มั่นใจในสถานะของลูกหนี้มากขึ้นหรือไม่?
น่าคิดว่า การที่จีนถือหนี้สหรัฐอยู่เป็นปริมาณมากนั้น ย่อมทำให้ความคล่องตัวของจีนลดตามไปด้วย เพราะความเสถียรภาพทางการคลังของจีนกลับถูกนำไปผูกมัดไว้กับเสถียรภาพของสหรัฐ พันธบัตรสกุลเหรียญสหรัฐที่อนาคตไม่สู้ดีนักที่มีตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของวอชิงตันที่มากถึง 14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คอยทำให้หวาดเสียวอยู่เป็นระยะๆ
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึง “ความเป็นตัวของตัวเอง” ของเศรษฐกิจจีน ด้วยการเพิ่มปริมาณทองคำในคลังสำรองเพื่อจะส่งสัญญาณไปยังโลก โดยเฉพาะสหรัฐว่า “เศรษฐกิจจีนกำลังเติบโตอย่างที่มีปัจจัยสนับสนุนเพียงพอ” โดยเฉพาะปัจจัยหนุนจากปริมาณทองคำในคลังสำรอง
แนวโน้มการกักตุนทองคำจากจีนจึงมีสูงมากขึ้นและเริ่มชัดเจนขึ้น โดยจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีคลังสำรองต่างประเทศมากที่สุดในโลกถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนั้น มีแผนการที่จะจัดตั้งกองทุนของรัฐบาลเพื่อลงทุนในทองคำโดยเฉพาะขึ้นอีกด้วย
ในปัจจุบันจีนมีทองคำในคลังสำรองอยู่ทั้งสิ้น 1,054.1 ตัน มากเป็นอันดับ 6 ของโลก แต่จีนกำลังมองไปถึงอันดับ 1 !
กระนั้นก็ตาม การลงทุนในทองคำย่อมมีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกับการลงทุนในประเภทอื่นๆ โดยปัจจัยที่ถือว่าเป็นศัตรูต่อราคาทองคำมากที่สุดก็คือ “อัตราดอกเบี้ย”
ในขณะนี้แม้ว่าจะยังบอกไม่ได้ว่า สหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ย 0% ไว้นานอีกเท่าไหร่ แต่ทว่าทิศทางของการกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐก็จะได้ภาพชัดขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้ เมื่อนโยบายการกระตุ้นทางการเงิน QE2 จะหมดอายุลง
ประกอบกับหากปัญหาเงินเฟ้อก่อตัวรุนแรงมากขึ้นในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเพราะราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มสูงขึ้น หรือเป็นผลข้างเคียงจากการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนาน อาจจะทำให้เฟดไม่มีทางออกอื่นนอกจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเมื่อนั้นหายนะจะมาเยือนตลาดทองคำในทันที
ดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นถึง 13.5% ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดที่ 870 เหรียญสหรัฐ พอล วอล์กเกอร์ ผู้ว่าการเฟดในสมัยนั้นประกาศขึ้นดอกเบี้ย 20% เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งได้ทุบราคาทองคำดิ่งฮวบลงมาที่ราว 400 เหรียญสหรัฐ ในทันที..!
เป็นเหตุการณ์ที่ยังตอกย้ำได้ดีว่า “การลงทุน (ทองคำ) ย่อมมีความเสี่ยง” แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพาประเทศชาติไปอยู่บนความเสี่ยงนั้นเพิ่มขึ้นเสียด้วย...







