
นักการเมืองทำลายชาติ
หลายคนอาจจะลืมชื่อของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มือเศรษฐกิจอันดับหนึ่งในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
หลังจากเปลี่ยนรัฐบาล นายสมคิดก็ปรับบทบาทไปเป็นนักวิชาการเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนที่จะถูกชักชวนมาเล่นการเมือง โดยมุมมองของอดีตมือเศรษฐกิจในรัฐบาลทักษิณที่ได้กล่าวไว้ในงานก้าวขึ้นสู่ปีที่ 8 ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์นั้น มีความน่าสนใจอย่างยิ่งและเป็นเรื่องจริงที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยืนอยู่บนทางสองแพร่ง จากปัญหาเก่าหมักหมมที่สะสมมาอีก และเงื่อนไขใหม่ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น ดังนั้นคนไทยต้องใช้ความระมัดระวังในการก้าวเดินหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะทำให้ไทยกลับเข้าสู่ช่วงวิกฤต ปี 2540 โดยขณะนี้มีตัวแปรหลายประการที่ต้องให้ความสำคัญ ตัวแปรหนึ่งคือความน่าเชื่อถือของประเทศ ที่ในช่วงหลังการปฏิวัติที่ผ่านมา
ภาพประเทศไทยกลายเป็นภาพที่คนในชาติมีแต่ความขัดแย้ง สังคมขาดระเบียบกติกา ภาพลักษณ์อ่อนแอ ขาดเสถียรภาพกลายเป็นประเทศที่พร้อมจะปะทุความรุนแรงได้ตลอดเวลา ทั้งกรณีความรุนแรงต่อเนื่องในภาคใต้ การยึดสนามบิน การจลาจลที่พัทยาแม้แต่กรณีการข่มขู่ผบ.ทบ.
กรณีมีข่าวปฏิวัติทุกวัน ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างของอีกหลายตัวอย่างที่อาจจะติดตามมา จะจริงหรือเท็จ แต่เป็นอาการของประเทศที่ค่อยๆ เข้าใกล้จุดที่การบริหาร การปกครองไม่ค่อยสามารถทำได้หากปล่อยไว้ ภาพลักษณ์ของประเทศจะค่อยๆ ล้มละลาย ส่งผลต่อเสถียรภาพความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง
นอกจากนี้ เรื่องที่สร้างปัญหาให้กับระบบเศรษฐกิจมากที่สุดก็คือเรื่องปัญหามาบตาพุด ที่ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ทั้งที่เราเชิญเขามาลงทุนแต่เมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว ก็เกิดปัญหาขึ้นมา และยังหาทางออกที่ดีกับทุกฝ่ายไม่ได้
สิ่งที่นายสมคิดพูดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เชื่อว่ารัฐบาลเองก็น่าจะรู้ดี แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มาก ด้วยเงื่อนไขหลายประการที่ไม่สามารถให้ทำอะไรได้มาก โดยเฉพาะการเป็นรัฐบาลผสม ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ
อย่างไรก็ดี การเป็นรัฐบาลผสมและไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่เป็นเหตุผลที่รัฐบาลจะอ้างต่อนานาประเทศ หรือบอกกับนักลงทุนได้ เพราะการพูดไม่เท่ากับการกระทำ
รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นให้ได้ก็คือ การพยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีสองมาตรฐานอย่างเด็ดขาด เพื่อหลีกเลี่ยงการครหาว่าเลือกปฏิบัติและเป็นชนวนให้เกิดปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ความจำเป็นที่จะต้องแสดงภาวะผู้นำและความเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีก็มีความสำคัญมาก ต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ เนื่องจากจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ก็อยู่ในตัวผู้นำด้วย
ทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจไปติดกับดักอยู่ที่ปัญหาการเมือง ที่เป็นต้นตอของทุกสิ่ง แม้วิกฤตเศรษฐกิจโลกจะกระทบประเทศไทย แต่หากเราไม่มีปัญหาการเมืองในประเทศ เชื่อว่าประชาชนของเราจะอยู่ดีกินดีมากกว่านี้ ดังนั้นนักการเมืองทั้งหลายพึงสังวรว่าหากยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล่นการเมืองแบบเก่าๆ ก็เท่ากับทำลายชาติทางอ้อม







