posttoday
ฟันธงทองขาลงบาทละหมื่นห้า

ฟันธงทองขาลงบาทละหมื่นห้า

07 กุมภาพันธ์ 2553

โพสต์ทูเดย์ — กูรูทองคำคาดราคาทองยังอยู่ในขาลง ใน 23 สัปดาห์เหลือบาทละ 1.5 หมื่นบาท

เมื่อวานนี้ ในงานโพสต์ทูเดย์ อินเวสต์เมนต์ เอ็กซ์โป 2010 ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว มีการสัมมนาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุน โดย นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส ประมาณการว่า แนวโน้มราคาทองคำ ภายหลังเมื่อวันศุกร์ราคาทองคำในประเทศลดลงบาทละ 600 บาท เหลือบาทละ 1.68 หมื่นบาท ในทางเทคนิคราคาทองคำยังเป็นขาลงอยู่อีก 23 สัปดาห์ โดยมีโอกาสลดลงต่อเนื่องจนถึงบาทละ 1.5 หมื่นบาท อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไม่เลวร้ายที่จะทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกหลุด 1,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ จากราคาทองคำในตลาดฮ่องกงอยู่ที่ 1,0641,065 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

“ในระยะ 24 เดือนข้างหน้าคาดว่าราคาทองมีโอกาสเด้งขึ้น เพราะเชื่อว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะกลับมาอ่อนตัว แต่ตอนนี้เป็นขาลง นักลงทุนทองคำแท่งควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในทองคำแท่งหรือลงทุนข้ามตลาดระหว่างทองคำแท่งกับโกลด์ฟิวเจอร์สเพื่อทำกำไรโดยปราศจากความเสี่ยง” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว

แนวโน้มในระยะยาวเชื่อว่าราคาทองคำในตลาดโลกยังมีโอกาสขึ้นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังเปราะบางเสมือนคนไข้ที่เพิ่งออกจากห้องฉุกเฉิน

สำหรับแนวรับที่สำคัญของราคาทองคำแท่งในตลาดโลกคือ 1,020 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หากสามารถฝ่าราคานี้ไปได้โอกาสที่ราคาทองจะขึ้นก็มี

ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มพลิกมาเป็นขาลงเมื่อปลายเดือนธ.ค. 2552 แม้ว่าจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในเดือนม.ค. 2553 แต่ยังเป็นขาลงอยู่เนื่องมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบเงินยูโร เนื่องมาจากหนี้สาธารณะในประเทศยุโรปคือกรีซ สเปน และโปตุเกสปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้ค่าเงินยูโรอ่อน ค่าดอลลาร์สหรัฐจึงแข็งค่า แม้ว่าจะมีกำลังซื้อใกล้ตรุษจีนเข้ามาในทองคำแท่งแต่ไม่สามารถสู้แรงของการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สได้ ประกอบกับนโยบายสกัดการเก็งกำไรของจีน และสหรัฐในการจำกัดการปล่อยกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ทำให้ดึงเม็ดเงินออกจากสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ราคาน้ำมัน และทองคำลดลง

ด้านนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ และกรรมการผู้จัดการบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ มองไปข้างหน้ากับ “วิกรม” ในงานโพสตทูเดย์ อินเวสเมนท์ เอ็กซ์โปว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ภูมิภาคเอเชียนับว่ามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดในโลก โดยเศรษฐกิจไทยนับว่าเติบโตช้าที่สุดในเอเชีย เสมือนคนเป็นไข้ของเอเชียอาการของคนไข้ดังกล่าวคืออาการแรกคือมีค่านิยมมองคอร์รัปชันเป็นเรื่องถูกต้อง จนเข้าขั้นวิกฤต ทั้งที่มีสถิติคอร์รัปชันเกือบเป็นแชมป์ของโลก โดยเป็นรองก็แต่เพียงอินโดนีเซีย ส่งผลให้มีต้นทุนทางสังคมสูงขึ้น ทำให้งบพัฒนาประเทศมีต้นทุนสูงที่สุดในโลก ทุกตำแหน่งซื้อขายกันเป็นหลักล้านบาท เมื่อมีการลงทุนจึงต้องมีการถอนทุนคืน

อาการที่สอง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการพัฒนาเกิดปัญหาทำให้ต้นทุนอุตสาหกรรมสูงขึ้น โรงงานเก่าถูกปิด โรงงานใหม่ขยายไม่ได้เนื่องมาจากการบริหารจัดการนิคมและผังนิคมไม่ถูกต้องทำให้ในอนาคตประเทศต้องนำเข้าวัตถุดิบ

ทั้งนี้ เมื่อนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 1 ไม่เกิด นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 2 ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ทำให้เพราะประชาชนไม่ยอมรับทำให้อุตสาหกรรมต้นน้ำสูญพันธุ์ ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศที่เติบโตมา 1020 ปี หายไปมากกว่าครึ่ง

สำหรับสิ่งที่ดีในประเทศไทยคือ นโยบายเปิดเขตการค้าเสรีที่ไทยได้ไปเปิดกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีนที่มีประชากรมากถึง1300คน เทียบประชากรไทย 65ล้านคน กำลังซื้อมหาศาลนี้จะทำให้ไทยได้เปรียบในเรื่องการค้า โดยเฉพาะในปี 2558 ที่ประเทศแถบนี้จะกลายเป็นประชาคมอาเซียน เช่นเดียวกับประชาคมยุโรป ทำให้การค้าขายในแถบอาเซียนไม่มีภาษี ไทยสามารถผลิตสินค้าไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ ขณะที่อาเซียนปลูกพืชผักมาขายไทยเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าได้ปัจจุบันไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลกมีโรงพยาบาลที่ดีที่สุดติดอันดับ1ใน 10ของโลกคือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปรียบเสมือนโรงแรมห้าดาว มีประเทศตะวันออกกลางมาเข้ารับการรักษา และส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ