posttoday
ชำแหละโครงข่าย"บีอาร์เอ็น"ปฏิบัติการชิงมวลชนชายแดนใต้

ชำแหละโครงข่าย"บีอาร์เอ็น"ปฏิบัติการชิงมวลชนชายแดนใต้

04 พฤษภาคม 2554

ผ่าโครงข่ายขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือบีอาร์เอ็น ที่ฝังรากลงลึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และมีพัฒนาการจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ผ่าโครงข่ายขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือบีอาร์เอ็น ที่ฝังรากลงลึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และมีพัฒนาการจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ไม่ต่างไปจากเสือลำบาก เมื่อหน่วยข่าวกรอง กองอำนวยการักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ตามแกะรอยขบวนการแบ่งแยกดินแดนจนเห็นเป็นโครงสร้าง

ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือบีอาร์เอ็น ฝังรากลงลึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ พัฒนาการจากอดีตจนถึงปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ช่วง 1.การปลุกระดมบ่มเพาะ เริ่มตั้งแต่ปี 2527 ถึง ปี 2537 เป้าหมายคือหามวลชนหลักเข้าสู่ขบวนการด้วยวิธีเล่าประวัติศาสตร์ปัตตานีเชิงบาดแผล หวังแบ่งแยกชาวมลายูมุสลิมออกจากชาวไทยโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกันก็ผลิตซ้ำทางความคิดให้ประชาชนระแวงและเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ พร้อมทั้งโน้มน้าวใจให้สนับสนุนการต่อสู้

2.จัดตั้งโครงสร้างขบวนการ ตั้งไข่ราวๆ ปี 2537 ชั้นนี้มีเป้าประสงค์สร้างฐานการต่อสู้ระดับหมู่บ้านในทุกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ใน 2 แนวทางควบคู่กัน คือมวลชนในหมู่บ้าน (อาเยาะห์) ซึ่งปลูกฝังแนวคิดผ่านผู้นำศาสนาโดยใช้มัสยิดเป็นศูนย์กลาง และกลุ่มติดอาวุธ (อาร์เคเค) ที่จะส่งแนวร่วมเข้าไปจัดตั้งในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เน้นที่เยาวชนอายุ 18 – 25 ปี

ชำแหละโครงข่าย"บีอาร์เอ็น"ปฏิบัติการชิงมวลชนชายแดนใต้

ขบวนการใช้เวลา 10 ปี ถึงมั่นใจว่าโครงสร้างเข้มแข็งและครอบคลุม เจตจำนง “ปักธงรบ” จึงแสดงออกช่วงต้นปี 2547 ผ่านการบุกปล้นปืนอย่างอุกอาจ ณ ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กองพันพัฒนา 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ซึ่งเข้าสู่พัฒนาการขั้นที่ 3.ฉายภาพความรุนแรง ให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐและอยู่ภายใต้อาณัติของขบวนการ

ถอดรหัสมวลชน “อาเยาะห์ ถึง กัส”

การจัดองค์กรมวลชนของขบวนการมีลักษณะคล้ายคลึงกับการปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป ระดับล่างสุดคือหมู่บ้าน (อาเยาะห์) หลายๆ หมู่บ้านรวมกันเป็นตำบล (ลีกาลัน) ระดับตำบลนี้จะมีคณะผู้ปกครองเขตงาน (สะกอม) เป็นผู้ควบคุม ซึ่งจะต้องขึ้นตรงกับเขตปกครองใหญ่ (กัส) อีกชั้นหนึ่ง โดยปัจจุบันขบวนการแบ่งเขตปกครองใหญ่ออกเป็น 3 กัส ได้แก่ กัสปัตตานี (รวม 4 อำเภอ จ.สงขลา) กัสยะลา และกัสนราธิวาส

อาเยาะห์หนึ่งๆ จะจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลปฏิบัติการ แบ่งออกเป็น 6 ฝ่ายตามภาระที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1.ศึกษาธิการ (ปาดานัน) รับหน้าที่ปลุกระดม หาผู้นำแนวคิดมาเผยแพร่ 2.มหาดไทย (กืออามานัน) ทำงานด้านรักษาความปลอดภัย 3.ควบคุมเยาวชน (เปอมูดอ) คอยนำทาง เคลื่อนย้ายอาวุธ ก่อกวนเจ้าหน้า ตัดต้นไม้ โปรยตะปู 4.เศรษฐกิจ (กืออาวาวัง) จัดเก็บภาษี ขายสินค้า 5.ช่วยเหลือ (ตุรงแง,คิดามะ) จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาร์เคเค มุ่งช่วยเหลือชาวบ้านในทุกๆ เรื่อง 6.สตรี (ปรอปวน) แนวหน้าของการประท้วง ตรวจสอบสายลับและคนทรยศ

ยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน ที่อาเยาะห์ต้องขับเคลื่อน ประกอบด้วย 1.ประชากร คือข้อมูลประชากรในหมู่บ้าน ใครทำอะไรอยู่ที่ไหนอย่างไร 2.สังคม คือการพัฒนาให้คนมลายูต่อต้านรัฐไทย ทำให้คนศึกษาสายศาสนามากกว่าสายสามัญ 3.เศรษฐกิจการเงิน คือการพึ่งตัวองในทุกระดับ 4.ข่าวสาร ทั้งข่าวความเคลื่อนไหวของประชาชนในหมู่บ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ 5.ป้องกันมวลชน ตามแนวคิดเกลียดเขารักเรา ด้วยการเข้าถึง พูดคุย โชว์ศักยภาพ (ให้เห็นว่ารัฐไทยไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้)

อาเยาะห์ถือเป็น "ฐานปฏิบัติการ" ของนักรบอาร์เคเค จึงมีความสำคัญสูงสุด

ผ่ากำลังรบ “อาร์เคเค ถึง เปอลิมา”

นักรบอาร์เคเค (Runda Kampulan Kejel) หรือหน่วยลาดตระเวนเคลื่อนที่เร็วขนาดเล็ก 1 ชุดมี 6 คน เมื่อรวมกัน 2 ชุด จะกลายเป็น 1 หมู่ (รือกู) และ 3 หมู่ จะพัฒนามาเป็น 1 หมวด (พลาตง) โดยระดับหมวดจะขึ้นตรงต่อ กองร้อย (โคปี) กองพัน (เกอตัวโคปี) และกองบัญชาการ (เปอลิมา) ตามลำดับ

อาร์เคเคส่วนใหญ่จะกระจายและประจำการอยู่ในทุกๆ อาเยาะห์ มีคณะกรรมการทั้ง 6 ฝ่ายให้ความช่วยเหลือทั้งที่กบดานและอาหารการกิน แต่คณะกรรมการเหล่านั้นไม่มีสิทธิสั่งให้อาร์เคเคออกปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ เพราะผู้บังคับบัญชาของอาร์เคเคคือบุคคลระดับหัวหน้าหมู่ หรือหัวหน้ารือกูเท่านั้น

กองกำลังอาร์เคเค จะไม่ได้สัมผัสตรงกับคณะกรรมการ 6 ฝ่าย แต่จะได้รับความช่วยเหลือผ่าน “ผู้ประสานงานอาเยาะห์” หรือฝ่ายโลจิสติกส์ โดยโลจิสติกส์นี้ จะแบ่งการทำงานออกเป็น 5 ประเภทย่อยๆ คือ 1.ฝ่ายอาวุธ มีหน้าที่จัดเก็บ (รักษาซ่อมบำรุงอาวุธ) จัดหา (ซื้อ ปล้น) บริหารวางแผนการใช้อาวุธ 2.ฝ่ายขนส่ง จัดหายานพาหนะเพื่อปฏิบัติการและหลบหนีให้กับอาร์เคเค 3.ฝ่ายการกินการอยู่ เป็นผู้ประสานหาแหล่งกบดานให้กองกำลัง 4.ฝ่ายพยาบาล เตรียมสถานที่และเวชภัณฑ์ยา 5.ฝ่ายสื่อสาร สนับสนุนเครื่องมือสื่อสาร อาทิ โทรศัพท์มือถือ

สำหรับการก่อการของอาร์เคเคภายหลังได้รับคำสั่งสังหารเป้าหมาย กองกำลังจะกำหนดพื้นที่สุ่มโจมตีและเส้นทางร่นถอย โดยยึดตามแผนที่ซึ่งหัวหน้าอาเยาะห์เตรียมไว้ให้อย่างละเอียด จากนั้นเมื่อออกปฏิบัติการจนลุล่วงก็จะถอนตัวมายังจุดนัดพบ ณ บริเวณนั้นเองจะมีฝ่ายควบคุมเยาวชน (เปอมูดอ) ของอาเยาะห์นั้นๆ มารอรับอาวุธ พร้อมนำเสื้อผ้าชุดใหม่มาเปลี่ยนให้ทันที

จากนั้นเปอมูดอเจ้าของพื้นที่จะนำทางให้อาร์เคเคหลบหนีไปยังอาเยาะห์อื่นโดยเตรียมยานพาหนะใหม่มาเปลี่ยนให้ ส่วนยานพาหนะที่ใช้ในการก่อการจะถูกส่งต่อไปยังอีกจุดนัดพบ ซึ่งมีโลจิสติกส์ฝ่ายขนส่งมารอรับและเคลื่อนย้าย โดยกระบวนการเหล่านี้จะใช้เพียง 20 - 30 นาที

ทันทีที่อาร์เคเคเดินทางถึงอาเจาะใกล้เคียง ฝ่ายการกินการอยู่ประจำชุดอาร์เคเคนั้นๆ จะประสานไปยังหัวหน้าอาเยาะห์ เพื่อแจ้งความต้องการสถานที่ซ่อนตัว หัวหน้าอาเยาะห์จะประสานงานไปยังคณะกรรมการ 6 ฝ่ายเพื่อดำเนินการ ส่วนใหญ่มักใช้บ้านเรือนชาวบ้านเป็นแหล่งกบดาน ขณะเดียวกัน หัวหน้าอาเยาะห์จะสั่งการไปยังฝ่ายมหาดไทยเพื่อตั้งเวรยามขึ้นทันที เมื่อพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านจะแจ้งส่งสัญญาณเพื่อให้อาร์เคเคหลบหนีทันที

โครงข่ายข้างต้นนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยใช้เวลารวบรวมร่วม 7 ปี

ชำแหละโครงข่าย"บีอาร์เอ็น"ปฏิบัติการชิงมวลชนชายแดนใต้

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ