
สอท.กระตุกรัฐช่วยดูแลค่าเงินบาท
เอกชนเตือนรัฐอย่าละเลยดูแลปัญหาเงินบาท หลังแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับหลุดจาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ห่วงกระทบส่งออก
เอกชนเตือนรัฐอย่าละเลยดูแลปัญหาเงินบาท หลังแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับหลุดจาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ห่วงกระทบส่งออก
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชนกำลังติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด หลังล่าสุดเงินบาทแข็งค่าขึ้นหลุดระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาแตะที่ระดับ 29.8-29.9 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว และยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
“ปัจจุบันภาคเอกชนมีปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจในหลายๆ ด้านทั้งเรื่องต้นทุนราคาพลังงาน ค่าแรงที่จะเพิ่มขึ้น ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นราคาสินค้านั้นทำได้ยาก รวมทั้งยังมีการแข่งขันในเวทีการค้าสูงขึ้น ซึ่งตั้งแต่สิ้นปี 2553 ถึงไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่ายังโชคดีที่ค่าเงินบาททรงตัว จึงทำให้ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดี”นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. กล่าวว่า ยอมรับว่าตอนนี้ผู้ประกอบการมีความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนว่าค่าเงินบาทจะหลุดเหนือระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาส 2 นี้ จึงเห็นว่าทางออกคือ ธปท.ต้องดูแลค่าเงินบาทให้แข็งค่าในระดับใกล้เคียงกับภูมิภาคนี้ เพราะที่ผ่านมาค่าเงินของไทยแข็งค่านำประเทศอื่นมาตลอด และในช่วงนี้ปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนดูจะไม่ได้อยู่ในกระแสมากนัก
นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนกำลังติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2.75% นั้น จึงเป็นการเปิดช่องให้มีเงินนอกไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้
“หากรัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้าน หรือไม่แข็งนำเพื่อนบ้านมากนัก ก็จะช่วยดันการส่งออกในไตรมาส 2 นี้ให้เดินหน้าต่อไปได้ และยังมีแนวโน้มว่าไตรมาส 2 จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาไทยเพิ่มขึ้น ก็หวังว่าจะไม่ดันให้เงินบาทแข็งค่ามากนัก” นายธนิต กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องจับตาดู สถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากจะส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกและนำเข้าสูงถึง 66.1% ของจีดีพี







